• Welcome to Phuket forum เว็บบอร์ด ภูเก็ต.
 

ผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง เนื่องจากภาวะการเจ็บป่วย

เริ่มโดย siritidaphon, วันนี้ เวลา 03:02 หลังเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

siritidaphon

ผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องให้อาหารสายยาง เนื่องจากภาวะการเจ็บป่วย

ในผู้ป่วยวิกฤต (Critical Care) การให้อาหารทางสายยางไม่ได้เป็นเพียงการ "ให้อิ่ม" แต่ถือเป็น "การรักษาด้วยโภชนบำบัด" (Medical Nutrition Therapy) ที่มีความสำคัญเท่ากับการใช้ยาครับ เพราะในภาวะวิกฤต ร่างกายจะเกิดการเผาผลาญที่สูงผิดปกติ (Hypermetabolism) เพื่อต่อสู้กับการเจ็บป่วย

ประเด็นสำคัญที่ทำให้การให้อาหารในกลุ่มนี้มีความจำเพาะเจาะจงสูงครับ:

1. วัตถุประสงค์หลักในสภาวะวิกฤต
ลดการทำลายกล้ามเนื้อ: ร่างกายที่เจ็บป่วยรุนแรงจะดึงโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน การให้อาหารจะช่วยยับยั้งกระบวนการนี้

รักษาระบบลำไส้: การให้สารอาหารผ่านทางเดินอาหาร (แม้ปริมาณน้อย) ช่วยป้องกันไม่ให้ผนังลำไส้ฝ่อ และลดการแพร่กระจายของเชื้อแบคทีเรียจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด

ควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุ: ผู้ป่วยวิกฤตมักมีภาวะบวมน้ำหรือไตทำงานผิดปกติ อาหารที่ให้จึงต้องถูกคำนวณสัดส่วนอย่างละเอียด

2. ความท้าทายที่พบบ่อยในผู้ป่วยวิกฤต

ผู้ดูแลและทีมแพทย์มักต้องรับมือกับปัญหาเหล่านี้:

ภาวะกระเพาะอาหารไม่บีบตัว (Gastric Stasis): ผลจากยาแก้ปวด ยาสลบ หรือการอักเสบในร่างกาย ทำให้อาหารค้างในกระเพาะนาน เสี่ยงต่อการสำลัก

น้ำตาลในเลือดสูง (Stress Hyperglycemia): ความเครียดจากการเจ็บป่วยรุนแรงทำให้ร่างกายดื้ออินซูลินชั่วคราว น้ำตาลจะสูงขึ้นแม้ไม่ได้เป็นเบาหวานมาก่อน

ความดันโลหิตไม่คงที่: หากผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะช็อกหรือต้องใช้ยาช่วยความดันในปริมาณสูง แพทย์อาจต้อง "งด" หรือ "ชะลอ" การให้อาหาร เพราะเลือดจะไปเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพอ


3. แนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยวิกฤต

ประเด็น                               แนวทางปฏิบัติ

จังหวะการเริ่ม   มักเริ่มภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังรับตัวเข้ารักษา (เมื่อระบบไหลเวียนเลือดคงที่)
ปริมาณ           เริ่มต้นจากปริมาณน้อย (Trophic Feeding) เช่น 10-20 ซีซี/ชม. เพื่อทดสอบการทำงานของลำไส้
ท่าทาง           ต้องยกศีรษะสูง 30-45 องศาตลอดเวลา (ยกเว้นมีข้อห้ามทางกระดูกสันหลัง)
การติดตาม   ต้องดูปริมาณอาหารค้าง (Residual) และอาการท้องอืดอย่างใกล้ชิดทุก 4-6 ชม.

4. ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
การสำลักเงียบ (Silent Aspiration): ผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจอาจสำลักโดยไม่มีอาการไอ ต้องสังเกตจากระดับออกซิเจนที่ลดลงหรือมีเสมหะลักษณะคล้ายอาหาร

Refeeding Syndrome: ในผู้ป่วยที่ขาดสารอาหารมานาน เมื่อเริ่มให้อาหารอาจเกิดภาวะแร่ธาตุในเลือดต่ำกะทันหัน ซึ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจ

ท้องเสียจากการติดเชื้อ: โดยเฉพาะเชื้อ C. difficile เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะปริมาณมากในหอผู้ป่วยวิกฤต


💡 คำแนะนำสำหรับญาติผู้ดูแล

ในขณะที่ผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะวิกฤต สิ่งที่คุณสามารถช่วยทีมแพทย์ได้มากที่สุดคือ:

แจ้งประวัติแพ้อาหาร: หรือนมวัว ถั่วเหลือง อย่างละเอียด

สังเกตหน้าท้อง: หากพบว่าท้องผู้ป่วยดูโตขึ้นหรือแข็งตึงกว่าเดิม ให้แจ้งพยาบาลทันที

ดูแลความสะอาด: ล้างมือก่อนสัมผัสตัวผู้ป่วยหรืออุปกรณ์สายยางทุกครั้ง