• Welcome to Phuket forum เว็บบอร์ด ภูเก็ต.
 

ข่าว:

SMF - Just Installed!

Main Menu

กระทู้ล่าสุด

#21
ฉนวนกันความร้อน แผ่นสะท้อนความร้อนเกี่ยวข้องกับการป้องกันอาคารจากความร้อนอย่างไร?

3 เรื่องน่ารู้ของแผ่นสะท้อนความร้อน ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นสะท้อนความร้อนกับการป้องกันอาคารจากความร้อนได้อย่างชัดเจน

เชื่อว่าในเวลานี้คงไม่มีพื้นที่ไหนในประเทศไทยหลีกหนีจากความร้อนไปได้แน่นอน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทั่วโลกมีความร้อนสูงมากกว่าปกติจากสถานการณ์โลกร้อน ปัญหามลพิษ และอีกหลากหลายสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ต้องเร่งปรับตัวกันอย่างเร่งด่วน ซึ่งการปรับตัวที่ว่านี้ก็รวมไปถึงเรื่องของสิ่งปลูกสร้างด้วยที่ต้องสร้างให้ทนทานต่อความร้อนได้มากขึ้น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ สึกหรอ หรือพังทลายก่อนเวลาอันควร และที่สำคัญก็คือ หากเราสามารถป้องกันอาคารจากความร้อนได้ ทุกคนที่อาศัยอยู่ในอาคารนั้นก็จะได้รับผลกระทบจากความร้อนน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งในกระบวนการก่อสร้างอาคาร จะมีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักเลือกติดตั้งร่วมด้วย นั่นก็คือ 'แผ่นสะท้อนความร้อน' นั่นเอง

ในบทความนี้เราจะมาไขคำตอบไปด้วยกันว่า แผ่นสะท้อนความร้อนเกี่ยวข้องกับการป้องกันอาคารจากความร้อนอย่างไร? ผ่านการพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 3 เรื่องน่ารู้ของแผ่นสะท้อนความร้อน ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแผ่นสะท้อนความร้อนกับการป้องกันอาคารจากความร้อนได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั้งสามเรื่องที่ว่านั้นจะมีอะไรบ้าง สามารถตามมาไขข้อข้องใจไปพร้อมกันได้เลย


ประโยชน์ของแผ่นสะท้อนความร้อนที่ช่วยป้องกันอาคารจากความร้อนได้


1.    แผ่นสะท้อนความร้อนคือเครื่องสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    หากอยากรู้ว่าแผ่นสะท้อนความร้อนทำงานได้ดีอย่างไร ก็ต้องเข้าใจการปล่อยของดวงอาทิตย์ก่อน โดยดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่ปล่อยพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันภายในดวงอาทิตย์ เมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านออกจากบรรยากาศดวงอาทิตย์ก็จะแพร่กระจายไปทั่วอวกาศในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่าง ๆ รวมถึงคลื่นรังสีความร้อนในช่วงคลื่นอินฟราเรดซึ่งมีความยาวคลื่นระหว่าง 700 นาโนเมตร ถึง 1 มิลลิเมตรด้วย และเมื่อรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์นี้ตกกระทบกับวัตถุต่าง ๆ เช่น โลก ดาวเคราะห์ อาคารบ้านเรือน ก็จะทำให้วัตถุนั้นร้อนขึ้น เนื่องจากพลังงานจากรังสีถูกดูดกลืนเข้าไปในรูปของการสั่นสะเทือนของอะตอม และโมเลกุล ทว่าด้วยความที่แผ่นสะท้อนความร้อนนั้นผลิตขึ้นมาจากวัสดุอย่างโพลิเมอร์ ฟอยล์ ใยหิน ฯลฯ ที่มีคุณสมบัติการสะท้อนรังสีความร้อนสูง แผ่นสะท้อนความร้อนจะทำหน้าที่สะท้อนและกระจายรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ออกจากตัวอาคาร โดยไม่ให้ความร้อนนั้นแทรกซึมผ่านเข้ามาในผนังหรือหลังคา และทำให้ภายในอาคารยังคงมีอุณหภูมิที่เย็นสบายอยู่


2.    แผ่นสะท้อนความร้อนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ด้วย

    ความร้อนไม่ได้มาจากดวงอาทิตย์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรยากาศรอบ ๆ อย่างลมที่พัดมา พื้นดิน และทุกสิ่งทุกอย่างตามธรรมชาติ กล่าวคือแม้ในขั้นตอนแรกเราจะสามารถสะท้อนความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยตรงได้แล้ว แต่พื้นที่อื่น ๆ รอบข้างที่ไม่ได้มีแผ่นสะท้อนความร้อนติดตั้งก็ยังรับความร้อนได้อยู่ และสิ่งเหล่านั้นก็สามารถปล่อยความร้อนออกมาได้ ดังนั้นการที่แผ่นสะท้อนความร้อนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ด้วยนั้น จึงมีความสำคัญมากในการขัดขวางการถ่ายเทความร้อนจากความร้อนรอบ ๆ เข้าสู่ภายในอาคาร โดยแผ่นสะท้อนความร้อนสามารถทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ เนื่องจากประกอบด้วยชั้นวัสดุพิเศษที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ความร้อนผ่านเข้า-ออกได้ง่าย ๆ เช่น พลาสติกโฟม พอลิสไตรีน โพลิเมอร์ ฟอยล์ ใยหิน หรือใยแก้ว เป็นต้น มันจึงสามารถเป็นฉนวนกันความร้อนจากบรรยากาศรอบ ๆ อาคารได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนจากทุกทิศทางแทรกซึมเข้าสู่ภายในอาคาร


3.    แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยยืดอายุสิ่งปลูกสร้าง และอาคารทั้งหมดได้มากขึ้น

    อาคารบ้านเรือนของเราได้รับแสงแดด และความร้อนจากผิวดาดฟ้า หลังคา และกำแพงภายนอก ทำให้ภายในอาคารมีอุณหภูมิสูงขึ้น วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ เช่น คอนกรีต เหล็ก ไม้ ต้องรับแรงกระทบจากความร้อนนี้ เมื่อโดนความร้อน วัสดุเหล่านี้จะขยายตัวออก เมื่ออุณหภูมิลดลง ก็จะหดตัวกลับ การขยายตัว และหดตัวซ้ำ ๆ หลายรอบ ทำให้วัสดุเกิดความเครียด และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น อาจเกิดรอยร้าว รอยแตก หรือผิดรูปทรงไปในที่สุด ด้วยเหตุนี้การใช้แผ่นสะท้อนความร้อนมาเป็นเครื่องมือป้องกันความร้อนจึงช่วยลดผลกระทบจากการยืด-หดของวัสดุได้ดีขึ้น จึงสามารถลดการเสื่อมสภาพได้ตามไปด้วย


4.   แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยประหยัดไฟฟ้าได้

    แผ่นสะท้อนความร้อนช่วยให้ประหยัดไฟได้ เพราะเมื่อแผ่นสะท้อนความร้อนทำหน้าที่สะท้อนแสงแดดออกไป ความร้อนที่เข้าสู่ตัวอาคารก็จะลดลง ส่งผลให้เราเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ลดลง รวมถึงเวลาเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศก็จะทำงานหนักน้อยลงด้วย เช่น หากเลือกใช้เป็น แผ่นฉนวนสะท้อนความร้อนอลูมิเนียมฟอยล์สองด้าน (Double Sided) Venpac Foil 730 ที่มีความสามารถสะท้อนความร้อนได้สูงสุดถึง 95% เลยทีเดียว และแผ่นสะท้อนความร้อน ฟอยล์กันความร้อน หรือฉนวนอลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminum Foil) มีคุณสมบัติกระจายความร้อน 5% ก็จะช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 20 องศาเซลเซียส (อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม) เมื่อเทียบกับอาคารที่ไม่มีการติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อน ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลงและประหยัดค่าไฟฟ้ารายเดือนได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การติดตั้งแผ่นสะท้อนความร้อนจึงนับเป็นวิธีการประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จาก 3 เรื่อง 3 ประโยชน์ของแผ่นสะท้อนความร้อนที่เราหยิบยกขึ้นมาเล่าให้ทุกคนฟังในวันนี้ เชื่อว่าทุกคนน่าจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเพราะอะไรแผ่นสะท้อนความร้อนจึงสัมพันธ์กับการป้องกันความร้อนมาสู่สิ่งก่อสร้างและอาคารได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าความร้อนนั้นจะมาจากดวงอาทิตย์โดยตรง หรือจากความร้อนสะสมในบรรยากาศ แผ่นสะท้อนความร้อนก็สามารถป้องกันไม่ให้ความร้อนจากทุกทิศทางแทรกซึมเข้าสู่ภายในอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งหมดนั่นเอง ด้วยเหตุนี้แผ่นสะท้อนความร้อนจึงเป็นเหมือนผู้พิทักษ์อันดับหนึ่งในการป้องกันอาคารจากความร้อนเลยก็ว่าได้
#22


ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังมองหาทริปสั้นๆ ใกล้กรุงเทพฯที่สามารถเดินทางได้สะดวกขอแนะนำ ตลาดน้ำรังสิต  และที่ใกล้เคียง ใช้เวลาไม่นาน เหมาะกับวันสบายๆ เราแนะนำต้องที่นี่เลย ตลาดโบราณ 100 ปีที่คลอง 12 หกวา เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี ขับรถออกจากกรุงเทพฯเพียงไม่นานก็ถึง กับบรรยากาศสุดคลาสสิคที่คุณต้องร้อง ว๊าว อย่างแน่นอนสำหรับสายชิลล์ พร้อมกิจกรรมแบบชาวบ้านๆ สามารถพาคนมีอายุที่บ้านมาใช้เวลาร่วมกันได้ด้วย เพราะไม่เหนื่อยอย่างที่คิดนะคะ







ตลาดโบราณ 100 ปีที่คลอง 12 หกวา เป็นการผสมผสานความเป็นอยู่ของชาวบ้านแถบชานเมืองใหญ่ ที่ยังคงอนุรักษ์ทั้งวีถีชีวิตและบ้านเรือนไว้เป็นอย่างดี อาจมีการต่อเติมบ้างตามกาลเวลาเพื่อไม่ให้ดูทรุดโทรมเกินไปนัก แต่ยังคงความเป็นวิถีของชาวบ้านแถบนั้นไว้ได้อย่างลงตัว บวกกับเป็นการช่วยเสริมสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนไปด้วยในตัว เพราะร้านรวงส่วนใหญ่ก็เป็นร้านค้าที่พ่อค้าแม่ค้าแถบนั้นเป็นคนเปิดกันเอง มีทั้งของกิน คาวหวาน อาหารเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ของใช้ ให้ได้เลือกซื้อ ทำให้ตลาดโบราณ 100 ปี คลอง 12 หกวา ยังคงคึกคักอยู่เสมอ และมีนักท่องเที่ยวยังคงเดินทางมาเที่ยวไม่ขาดสาย เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

พอพูดถึงเรื่องของอาหารแถวๆ  ตลาดน้ำรังสิต  ท้องก็เริ่มร้องแล้ว ไปดูกันดีกว่า ว่ามีอะไรน่าสนใจ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารที่ชาวบ้านทำเอง มีของอร่อยๆมากมาย ทั้งอาหารคาว หวาน ของโบราณที่เราหากินทั่วๆไปได้ยากและยังมีพวกร้านกาแฟโบราณซึ่งอันนี้เราชอบเป็นพิเศษด้วยแหละ ร้านค้าเปิดให้บริการนักท่องเที่ยว ได้มานั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศสุดแสนจะธรรมดาแต่มีเสน่ห์ที่คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้น ตลาดโบราณ 100 ปีคลอง 12 หกวา ยังมีกิจกรรมมากมายให้ได้ทำ เช่น การเดินเล่น ถ่ายภาพตามมุมต่างๆ ภายในตลาดโบราณแห่งนี้ หรือจะเป็นภาพเขียนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ก็สวย น่ารัก เหมาะกับสถานที่มากๆ เป็นการรวมศิลปะที่ลงตัวเลย รวมถึงกิจกรรม ปั่นเรือเป็ด น่ารักๆ ในวันที่อากาศสดใสแบบนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก อันนี้เราก็ชอบ เพราะทำให้นึกถึงสมัยยังเด็กเลยแหละ
สำหรับใครที่สนใจ สามารถเดินทางไปได้ที่ ตลาดโบราณ 100 ปีที่คลอง 12 หกวา ตั้งอยู่ ตำบล ลำไทร อำเภอลำลูกกา ปทุมธานี 12150 ซึ่งเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 07.00 น. เป็นตันไปไม่มีวันหยุด แต่ความคึกคักของแต่ละวันอาจแตกต่างกันไป เสาร์-อาทิตย์คนอาจจะเยอะหน่อย แต่วันธรรมดาก็เป็นอีกทางเลือกที่หลีกหนีความวุ่นวายมาเที่ยวที่นี่ได้ ขอแอบกระซิบส่งท้ายนิดนึง ที่ ตลาดโบราณ 100 ปีที่คลอง 12 หกวา เป็นสถานที่ที่ถูกนำไปถ่ายละครในหลายๆเรื่องด้วยนะคะ ได้มุมเก๋ๆถ่ายรูปไปอวดเพื่อนอย่างแน่นอน เราไปถ่ายรูปก่อนนะ เดี๋ยวโพสไม่ทันเพื่อน แล้วไปกันเยอะๆน้า

รีวิว ตลาดน้ำรังสิต
#23
บริการด้านอาหาร:สูตรสมูทตี้ ลดคอเลสเตอรอล ทำเองง่ายๆ กำจัดไขมันเลว LDL

วันนี้เรามี 6 สูตรสมูทตี้ที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือไขมันเลว และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือไขมันดี มาแนะนำสำหรับใครที่กินหนักจนไขมันพุ่งในปีที่ผ่านมา ปีนี้ต้องลด ก่อนที่โรคเรื้อรังจะถามหานะ!

สูตรสมูทตี้ ลดคอเลสเตอรอล

สูตรที่ 1

     แอปเปิ้ลเป็นแหล่งของไฟเบอร์และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ส่วนข้าวโอ๊ตเป็นแหล่งของบีต้ากลูแคน ที่ถือเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ มีส่วนช่วยลดไขมันเลวหรือ LDL ลงได้

ส่วนผสม

    แอปเปิ้ล 1 ลูก
    ข้าวโอ๊ต ½ ถ้วยตวง
    ผงอบเชย 1 ช้อนชา
    กล้วย 1 ลูก

 
สูตรที่ 2

     ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นอกจากจะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย ส่วนอัลมอนด์มีส่วนช่วยลดไขมันเลวและรักษาไขมันดีไว้อย่างสมดุลกัน

ส่วนผสม

    สตรอว์เบอร์รี่ 1 ถ้วยตวง
    บลูเบอร์รี่ 1 ถ้วยตวง
    ราสเบอร์รี่ ½ ถ้วยตวง
    อัลมอนด์ (ปอกเปลือก แช่น้ำ) 5-6 เม็ด

 สูตรที่ 3

     อะโวคาโด ก็ถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีไขมันดี ซึ่งมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือไขมันเลวลงได้

ส่วนผสม

    อะโวคาโด 1 ลูก
    ลูกแพร์ (ปอกเปลือก) 1 ลูก
    นมจากพืช (เช่น นมอัลมอนด์ นมข้าวโอ๊ต) 1 ถ้วยตวง

สูตรที่ 4

แคร์รอตอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลส่วนเกินได้ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งถือว่าดีต่อสุขภาพหัวใจ ส่วนบีทรูทอุดมไปด้วยไนเตรตที่ก็มีส่วนช่วยลดระดับไขมันเลว รวมถึงลดความดันโลหิตได้เช่นกัน

ส่วนผสม

    บีทรูท 1 ลูก
    แคร์รอต 1 หัว
    แอปเปิ้ล 1 ลูก

 
สูตรที่ 5

     สูตรนี้มีอะโวคาโดซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และมีเมล็ดแฟลกซ์ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งโอเมก้า 3 นี้ถือว่ามีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือไขมันเลว และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือไขมันดีได้

ส่วนผสม

    นมอัลมอนด์ ¾ ถ้วยตวง
    อะโวคาโด ½ ลูก
    ผักโขม ½ ถ้วยตวง
    กล้วย ½ ลูก (หรือ กะหล่ำดอก 4 ดอก)
    เมล็ดแฟลกซ์บด ½ ช้อนโต๊ะ
    อินทผลัมเมดจูล ½ ลูก (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

 
สูตรที่ 6

     สูตรนี้ก็มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลได้เช่นกัน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยดีท็อกซ์ได้ดี แถมยังมีบีทรูทที่มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตอีกด้วย

ส่วนผสม

    บีทรูท (ปรุงสุก) 1 หัวเล็ก
    ส้มสีเลือด 1 ลูก
    น้ำส้ม 6 ออนซ์
    ขิงสด (ขูด) 1 ช้อนชา
    น้ำแข็ง ½ ถ้วยตวง
#25
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemias)

มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีเมีย ก็เรียก) หมายถึง มะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาววัยอ่อนในไขกระดูกมีการเจริญแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ และกลายเป็นเซลล์ผิดปกติ (ไม่สามารถเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวตัวแก่ที่ทำหน้าที่แบบเม็ดเลือดขาวปกติ



และมีการแก่ตัวและเซลล์ตายช้ากว่าปกติ) สามารถแพร่กระจายแทรกซึมไปอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม กระดูก สมอง อัณฑะ ผิวหนัง รวมทั้งแทรกซึมในไขกระดูก ทำลายกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดในไขกระดูก ก่อให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ จนเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวมีอยู่หลายชนิด โดยหลัก ๆ แบ่งเป็น ชนิดเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากเซลล์วัยอ่อน (blast cell) มีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน ลุกลามรวดเร็วและรุนแรง และชนิดเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เริ่มเป็นตัวแก่ ลุกลามช้า และมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป

หากแบ่งตามชนิดของเซลล์ต้นกำเนิดของโรค สามารถแบ่งเป็นเซลล์ที่จะเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocyte) และเซลล์ที่จะเจริญเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดอื่น รวมทั้งเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด (myeloid cell/myelocyte)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงแบ่งเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ  ได้แก่ acute lymphocytic (lymphoblastic) leukemia (ALL), acute myelogenous (myeloblastic) leukemia (AML), chronic lymphocytic leukemia (CLL) และ chronic myelocytic (myelogenous) leukemia (CML)

ทุกชนิดพบได้ในคนทุกวัย แต่อาจพบมากในเด็กหรือผู้ใหญ่แตกต่างกันดังนี้

ชนิด ALL พบมากในเด็กอายุ 2-5 ปี (พบได้ถึงร้อยละ 80 ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก) อาจพบในผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุมากกว่า 65 ปี
    ชนิด AML เป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่พบได้มากที่สุด พบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
    ชนิด CLL พบบ่อยในผู้ใหญ่ และมีความชุกของโรคมากขึ้นตามอายุ พบมากในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปี
    ชนิด CML เป็นชนิดที่พบได้น้อย พบบ่อยในผู้ใหญ่อายุ 40-60 ปี พบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

สาเหตุ

ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่ามีปัจจัยทางกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติร่วมกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจพบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น

การมีกรรมพันธุ์ที่ผิดปกติ เช่น พบว่าผู้ที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ (Down's syndrome) มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด ALL และ AML มากกว่าคนปกติ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML พบว่ามีโครโมโซมผิดปกติ (เรียกว่า Philadelphia chromosome) หรือผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด ALL ก็อาจเป็นโรคนี้ร่วมด้วย

ผู้ที่มีประวัติได้รับรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัดมะเร็งชนิดอื่นมาก่อน บางรายก็อาจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเวลาหลายปีต่อมา
    ผู้ที่มีประวัติสัมผัสรังสีนิวเคลียร์ (เช่น ผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูหรืออุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์) หรือสารเบนซิน ก็พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป
    การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด AML
    ผู้ที่มีประวัติมะเร็งเม็ดเลือดขาวในครอบครัวมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากกว่าปกติ

อาการ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (ALL และ AML) มักมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันด้วยอาการไข้ ซีดหรือมีจ้ำเขียวพรายย้ำขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนออกมากผิดปกติ ถ่ายเป็นเลือด

บางรายอาจมีอาการไข้ ปวดเมื่อย คล้ายไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาจเป็นไข้เรื้อรังเป็นแรมเดือน หรืออาการหนาวสั่น มีแผลเปื่อยในปาก ทอนซิลอักเสบ หรือปอดอักเสบเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำ

อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการมีจ้ำเขียวตามตัว หรือมีเลือดกำเดาไหลซึ่งหยุดยากเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำ

ในระยะต่อมามักมีอาการซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อาจมีอาการทางสมอง (เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อาเจียน ชัก ตามัว) อาการแน่นท้อง ปวดท้อง เนื่องจากตับโต ม้ามโต

บางรายอาจมีอาการเฉพาะที่ เช่น ปวดกระดูกและข้อ ตาโปน เหงือกบวม เป็นต้น

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (CLL และ CML) ในระยะแรก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ ซึ่งอาจเป็นอยู่นานเป็นแรมปีและมักจะตรวจเช็กเลือดพบว่าเป็นโรคนี้โดยบังเอิญ

ในรายที่มีอาการ (ซึ่งมักเป็นโรคในระยะหลัง ๆ แล้ว) จะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน รู้สึกแน่นท้องเนื่องจากม้ามโต

ต่อมาจะมีอาการซีด มีจ้ำเขียวตามตัวหรือเลือดออกง่าย ปวดกระดูกและข้อแบบเดียวกับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน

ในระยะท้าย มักมีโรคติดเชื้อง่าย อาจเกิดจากไวรัส (ที่พบบ่อยคืองูสวัด) แบคทีเรีย (เช่น สูโดโมแนส เคลบซิลลา) หรือเชื้อรา (เช่น แคนดิดา แอสเปอร์จิลลัส) ก็ได้

ภาวะแทรกซ้อน

ที่พบบ่อย ได้แก่ การตกเลือด และการติดเชื้อแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงเสียชีวิตได้ ก็คือภาวะโลหิตเป็นพิษ เลือดออกในสมอง

ในรายที่เป็น AML และ acute promyelocytic leukemia อาจเกิดภาวะเลือดจับเป็นลิ่มทั่วร่างกาย (disseminated intravascular coagulation/DIC) เป็นอันตรายร้ายแรงได้

ในรายที่เป็นชนิด ALL อาจมีต่อมไทมัสโตกดท่อลม (ทำให้หายใจลำบาก) หรือท่อเลือดดำส่วนบน หรือ superior vena cava (ทำให้คอและแขนบวม)

ในรายที่เป็นชนิด CLL อาจกลายเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดร้ายแรง หรือมีโรคมะเร็งปอด ลำไส้ หรือผิวหนังเกิดตามมา และอาจก่อเกิดปฏิกิริยาภูมิต้านตัวเอง (autoimmune) ต่อเม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน มักตรวจพบอาการไข้ ซีด จุดแดงจ้ำเขียว เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ตับโต ม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง (บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ)

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ในระยะแรก ๆ อาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน ต่อมาอาจพบอาการไข้ ม้ามโต และอาการแบบเดียวกับชนิดเฉียบพลัน

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือดพบเม็ดเลือดขาวมีจำนวนมาก อาจเป็นหลายหมื่นถึงหลายแสนตัวต่อเลือด 1 ลบ.มม. (ปกติจะมี 5,000-10,000 ตัว/ลบ.มม.) และพบเป็นเซลล์วัยอ่อนมากกว่าปกติ นอกจากนี้ อาจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ

แพทย์มักทำการตรวจไขกระดูก ซึ่งพบเซลล์วัยอ่อนจำนวนมาก

ในรายที่เป็นชนิดเฉียบพลัน แพทย์อาจทำการตรวจวิเคราะห์ทางกรรมพันธุ์ (cytogenetic analysis) ซึ่งสามารถนำไปพยากรณ์โรค

นอกจากนี้จะประเมินระยะของโรคด้วยการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติม

การรักษาโดยแพทย์

นอกจากให้การรักษาตามอาการและแก้ไขภาวะแทรกซ้อน (เช่น ให้เลือด ให้ยาต้านจุลชีพรักษาโรคติดเชื้อ) แล้ว การรักษาที่จำเป็นและมีผลต่อการควบคุมโรคก็คือ การให้ยารักษามะเร็งหรือเคมีบำบัด (chemotherapy)

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวทุกราย* ในปัจจุบันมียาเคมีบำบัดอยู่หลายกลุ่ม ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับชนิดและความรุนแรงของโรค อาจใช้เพียงกลุ่มเดียวหรือร่วมกันอย่างน้อย 2 กลุ่มขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีการรักษาโรคนี้ด้วยยาอื่น อาทิ อิมมูนบำบัด (immunotherapy) เช่น การฉีดลิมโฟไซต์ที่รับบริจาค (donor lymphocyte infusion) การใช้สารอินเตอร์เฟอรอน (interferon) หรืออินเทอร์ลิวคิน 2 (Interleukin-2) เป็นต้น, การรักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy) ด้วยยากลุ่ม monoclonal antibody (เช่น rituximab) หรือยากลุ่มยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (tyrosine kinase inhibitor) (เช่น imatinib, nilotinib, dasatinib)

ในรายที่มีก้อนบวมมาก เพราะเซลล์มะเร็งสะสม เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต ตับโต ม้ามโต ก้อนที่อัณฑะ อาจจำเป็นต้องทำการฉายรังสี (รังสีบำบัด) ร่วมด้วย

ในบางรายแพทย์อาจพิจารณาทำการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด** โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีการเกิดโรคกลับ (relapse) หลังจากให้เคมีบำบัดจนโรคสงบ (remission) ไประยะหนึ่งแล้ว

ผลการรักษา ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค สภาพของผู้ป่วย และการตอบสนองต่อการรักษา

ในปัจจุบันด้วยวิธีรักษาใหม่ ๆ เช่น การใช้ยารักษาแบบมุ่งเป้า (targeted therapy), การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิด ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวหายขาดหรือมีชีวิตที่ยืนยาวได้

* ยกเว้นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิด CLL ซึ่งในระยะแรกจะไม่มีอาการ และโรคจะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคอง และเฝ้าติดตามดูอาการอย่างต่อเนื่อง จะเริ่มให้เคมีบำบัดเมื่อผู้ป่วยมีอาการชัดเจนหรือมีการติดเชื้อซ้ำซาก เนื่องเพราะขณะไม่มีอาการ การให้เคมีบำบัดมีผลข้างเคียงซึ่งอาจไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ

** โดยใช้ไขกระดูก/เซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดของผู้บริจาค (เรียกว่า allogenetic bone-marrow/stem cell transplantation) หรืออาจใช้ไขกระดูก/เซลล์ต้นกำเนิดของผู้ป่วยเอง (เรียกว่า autologous bone-marrow/stem cell transplantation) ซึ่งจะเก็บไขกระดูก/เซลล์ต้นกำเนิดขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในระยะโรคสงบไว้ใช้ในภายหลัง ปัจจุบันนิยมทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดมากกว่าไขกระดูก เนื่องเพราะใช้เวลาฟื้นตัวสั้นกว่า และมีการติดเชื้อน้อยกว่า การรักษาโดยวิธีนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น หรือหายขาดจากโรคได้

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้เรื้อรัง มีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ (เช่น มีเลือดกำเดาออก เลือดออกตามไรฟัน ประจำเดือนออกมากผิดปกติ) ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แน่นท้องเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลำได้ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ควรดูแลตนเอง ดังนี้

รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    หลีกเลี่ยงการซื้อยามากินเอง
    หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช โปรตีนที่มีไขมันน้อย (เช่น ปลา ไข่ขาว เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง)
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาทางผ่อนคลายความเครียด
    ออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งงานอดิเรกที่ชอบ และงานจิตอาสา เท่าที่ร่างกายจะอำนวย

ทำสมาธิ เจริญสติ หรือสวดมนต์ภาวนาตามหลักศาสนาที่นับถือ
    ถ้ามีโอกาสควรหาทางเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน หรือกลุ่มมิตรภาพบำบัด
    ผู้ป่วยและญาติควรหาทางเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วย ยอมรับความจริง และใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีและมีคุณค่าที่สุด
    ถ้าหากมีเรื่องวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคและวิธีบำบัดรักษา รวมทั้งการแสวงหาทางเลือกอื่น (เช่น การใช้สมุนไพร ยาหม้อ ยาลูกกลอน การนวด ประคบ การฝังเข็ม การล้างพิษ หรือวิธีอื่น ๆ) ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ และทีมสุขภาพที่ดูแลประจำและรู้จักมักคุ้นกันดี

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

มีอาการไม่สบายหรืออาการผิดปกติ เช่น มีไข้ อ่อนเพลียมาก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ชัก แขนขาชาหรืออ่อนแรง ซีด มีเลือดออก ปวดท้อง ท้องเดิน อาเจียน เบื่ออาหารมาก กินไม่ได้ ดื่มน้ำไม่ได้ เป็นต้น
    ขาดยาหรือยาหาย
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล เนื่องจากโรคนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ สารเบนซิน เป็นต้น อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคนี้

ควรป้องกันไม่ให้โรคลุกลาม โดยการไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาแต่เนิ่น ๆ เมื่อสังเกตว่ามีอาการที่น่าสงสัย

ข้อแนะนำ

1. โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือเป็นญาติพี่น้องกับผู้ป่วยไม่ต้องกลัวว่าจะติดโรคจากผู้ป่วย

2. การรักษากับแพทย์ในโรงพยาบาลให้ผลดีมากกว่าการไม่รักษา ผู้ป่วยควรมีกำลังใจเข้ารับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องตามที่แพทย์นัด และอดทนต่อผลข้างเคียงของการใช้ยาเคมีบำบัด (เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร) ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งมักเป็นเพียงชั่วคราว

3. ในปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการรักษาด้วยยากลุ่มใหม่ ๆ (ซึ่งใช้สะดวก ได้ผลดี และมีผลข้างเคียงน้อย) และการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น หรือบางรายอาจหายขาดได้
#26
Phuket trip & Package tour ทริปภูเก็ต และแพ็คเกจทัวร์ / Maya Bay Closure: August–Septe...
กระทู้ล่าสุด โดย nodz - ส.ค 06, 2025, 11:01 หลังเที่ยง
🌿 Maya Bay Closure: August–September 2025 for Natural Restoration



To protect and preserve the delicate marine ecosystem, Maya Bay will be temporarily closed from August 1 to September 30, 2025, as part of an annual conservation effort led by Thailand's Department of National Parks.

This temporary closure helps the bay's beaches, coral reefs, and marine life recover from the impact of tourism — ensuring that future generations can continue to enjoy its beauty.
✅ What You Can Still Enjoy:

    Sightseeing around Maya Bay by boat is still allowed.

    Snorkeling and swimming at nearby spots like Pileh Lagoon, Viking Cave, and Loh Samah Bay remain open.

    Full-day Phi Phi Island tours from Phuket are still available — most tours will include a photo stop in front of Maya Bay without going ashore.

ℹ️ Please Note:

    Landing at the beach is strictly prohibited during the closure period.

    Park rangers will be monitoring the area for environmental protection.

    Tour itineraries may be slightly adjusted to respect the closure.

We thank you for your understanding and support in preserving the natural beauty of Maya Bay and the Phi Phi Islands.
Explore responsibly — nature will thank you.
#27



กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ประกาศ ปิดอ่าวมาหยา เป็นการชั่วคราวในช่วงระหว่าง
วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2568 เพื่อให้ธรรมชาติทั้งบนบกและใต้น้ำได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ช่วยให้อ่าวมาหยายังคงความสวยงามและสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อไป
📌 นักท่องเที่ยวยังสามารถ:

    ชมวิวอ่าวมาหยาแบบ ไม่ขึ้นฝั่ง ได้จากเรือ

    เพลิดเพลินกับกิจกรรมดำน้ำตื้นที่ อ่าวปิเละ – โล๊ะซามะ และเกาะพีพีอื่น ๆ ได้ตามปกติ

    เดินทางร่วมทริป ทัวร์พีพีแบบเต็มวัน จากภูเก็ตได้เช่นเดิม (โปรแกรมจะปรับเส้นทางโดยไม่ขึ้นฝั่งมาหยา)

📝 หมายเหตุ:

    จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลควบคุมจุดเข้า-ออกบริเวณอ่าว

    ห้ามขึ้นฝั่งที่ชายหาดอ่าวมาหยาโดยเด็ดขาดในช่วงเวลาดังกล่าว

    นักท่องเที่ยวที่จองทัวร์ช่วงนี้สามารถติดต่อผู้ให้บริการเพื่อปรับแผนหรือรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้

ขอบคุณที่ร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติ
ฟื้นฟูวันนี้ เพื่อให้ทะเลไทยสวยอย่างยั่งยืนในวันหน้า 🌿
#28
doctor at home: ไขมันพอกตับ (Fatty liver disease)

โรคนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. ไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ (Alcoholic fatty liver disease/AFLD) เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด*

2. ไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease/NAFLD) พบในผู้ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมัน (ไตรกลีเซอไรด์/แอลดีแอลคอเลสเตอรอล) ในเลือดสูง กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายถุง ซึ่งมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (insulin resistance) กลุ่มอาการเมแทบอลิก (metabolic syndrome)** ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

นอกจากนี้ ยังอาจพบในผู้ป่วยตับอักเสบจากไวรัสซี ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดไทรอยด์หรือภาวะต่อมใต้สมองทำงานน้อย ผู้ป่วยที่ผ่าตัดถุงน้ำดี หรือมีการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์, อะมิโอดาโรน (amiodarone), ทาโมซิเฟน (tamoxifen), เมโทเทรกเซต (methotrexate) เป็นต้น

ที่พบได้น้อยแต่รุนแรง คือ ภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งมักเกิดในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ (แพทย์จำเป็นต้องให้การรักษาและช่วยให้คลอดบุตรให้เร็วที่สุด หลังคลอดภาวะไขมันพอกตับจะหายเป็นปกติ)

*ดื่มสัปดาห์ละ 15 ดื่มมาตรฐานหรือมากกว่า (สำหรับผู้ชาย) หรือ 8 ดื่มมาตรฐานหรือมากกว่า (สำหรับผู้หญิง)   

1 ดื่มมาตรฐาน มีแอลกอฮอล์หนัก 10 กรัม ดูความหมายของแอลกอฮอล์ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐานในโรคความดันโลหิตสูง

มีงานวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 40-80 กรัม และผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 20-40 กรัม นานกว่า 10-12 ปี มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคตับที่รุนแรง

**หมายถึง ภาวะที่มีอาการอย่างน้อย 3 จาก 5 ประการดังต่อไปนี้ (1) ภาวะอ้วนลงพุง (ผู้ชายถ้ามีรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตรขึ้นไป ผู้หญิงถ้ามีรอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตรขึ้นไป), (2) ความดันโลหิตสูงกว่าปกติ (มีค่าตั้งแต่ 130/85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป), (3) น้ำตาลในเลือดสูง (มีระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารตั้งแต่ 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป), (4) ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง (ตั้งแต่ 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป) และ (5) เอสดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL) ในเลือดต่ำ (น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง)
#30
มาดู 7 วิธีแต่งบ้านสไตล์มินิมอล และเลือกของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะ

การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลเป็นอีกหนึ่งสไตล์ของการตกแต่งบ้านและที่พักอาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างไม่แผ่วเลย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย กับการแต่งบ้านแบบน้อยแต่มากแบบมินิมอล (Minimal style) ด้วยจุดเด่นอันแสนหลากหลายทั้งสไตล์แบบเฉพาะตัวพร้อมค่าใช้จ่ายที่ไม่แรงเกินไป ไม่แปลกที่การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลจะมาแรง วันนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับการแต่งบ้านแบบมินิมอลว่ามันเป็นยังไงกันแน่ และเผื่อว่าใครที่อยากแต่งบ้านสไตล์นี้ดูบ้าง เราก็ไม่พลาดที่จะนำเทคนิคการเลือกเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งห้องหรือบ้านของคุณให้ออกมาในสไตล์มินิมอลแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รับรองว่าการจัดบ้านสไตล์มินิมอลจะทำให้ดูน่าอยู่มากขึ้นแน่นอน!

แต่งบ้านสไตล์มินิมอล (Minimal Style) หมายถึงอะไร

"ใช้สีโมโนโทน"

"การจัดวางเป็นดูเรียบร้อย"

"เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น"

"เรียบง่ายแต่ดูดี"

"น้อยแต่มาก"

เมื่อพูดถึงการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลแล้ว ประโยคข้างบนนี้คงเป็นประโยคที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินได้เห็นผ่านตามาไม่มากก็น้อย 'Minimal Style' สไตล์การตกแต่งที่อยู่อาศัยที่ได้รับความนิยมมาสักพักแล้วนี้ หมายถึง สไตล์การตกแต่งที่เน้นความเรียบง่าย ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น แต่มีประโยชน์ใช้สอย เลือกสิ่งตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ตามจำเป็น มีการจัดวางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย

ฟังดูเหมือนง่ายใช่ไหมคะ? ก็แค่ไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์เยอะ เอาเฉพาะที่จำเป็น แล้วก็ซื้อสีเดียวกันมาอยู่ด้วยกันก็พอ แต่จริงๆ การตกแต่งบ้านสไตล์นี้ไม่ได้ทำกันง่ายขนาดนั้น ตอนเลือกเฟอร์นิเจอร์ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะแต่งยังไงให้สวย อบอุ่นน่าอยู่ แล้วดูมินิมอลด้วย ต้องบาลานซ์การตกแต่งและวางแผนล่วงหน้าไว้หลายสเต็ปทีเดียว

นักตกแต่งภายในหลายคนเคยพูดถึงการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลไว้ว่า ความมินิมอลต้องมาคู่กับฟังก์ชันที่ครบครัน เรียกได้ว่าน้อยอย่างเดียวไม่พอ แต่เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งจะต้องเอื้อให้สามารถใช้งานในชีวิตจริงได้ด้วย

จุดสำคัญของการแต่งบ้านให้ออกมาเป็นสไตล์มินิมอล

สำหรับผู้ที่สนใจจัดบ้านแบบมินิมอล การทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดสำคัญทั้งเรื่องสีสันบ้านโทนมินิมอล การเลือกเฟอร์นิเจอร์มินิมอล ไปจนถึงไอเดียแต่งห้องมินิมอลจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาน่าพึงพอใจ สวยงามดังที่คาดหวังเอาไว้

• มีโทนสีแบบโมโนโทนหรือเรียกว่า Monochromatic และมักจะใช้สีอ่อนๆ

• ในการออกแบบจะต้องออกแบบให้มีการนำเส้นสายตาที่ตรงและคม

• การคัดสรรเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาใช้งานจะน้อยชิ้น แต่การใช้งานต้องครบครัน

• การจัดพื้นที่ในห้องให้ดูมีที่ว่างเยอะ และดูกว้างขวาง

• พื้นผิวในจุดต่างๆ ทั่วห้องต้องดูมีที่ว่าง โล่ง และสะอาดตา ของตกแต่งน้อยชิ้น

• ของน้อย ตกแต่งเรียบง่าย แต่ต้องดูน่าอยู่ อบอุ่น และไม่ทิ้งความมีสไตล์

• เน้นที่คุณภาพของเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งมากกว่าปริมาณสิ่งของ

การตกแต่งสไตล์มินิมอลเหมาะกับใคร

การตกแต่งมินิมอลฟังดูยากมากสำหรับยุคสมัยนี้ที่เต็มไปด้วยการช็อปปิ้งออนไลน์ ซื้อสิ่งของต่างๆ เข้าบ้านกันง่ายดายจนแทบไม่มีที่เก็บ เห็นอะไรก็น่าซื้อน่าลองไปหมด การแต่งบ้านสไตล์มินิมอลนั้นไม่ได้จบที่การตกแต่ง แต่จะต้องปรับพฤติกรรมการซื้อของใช้เข้าบ้านให้มินิมอลตามไปด้วย ซื้อแต่ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

อาจเรียกได้ว่า มินิมอลนั้นเป็นมากกว่าแค่การแต่งบ้าน แต่เป็นแนวคิดที่มาคู่กับการสร้างไลฟ์สไตล์และการอยู่อาศัย ข้อดีที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้เราสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา ช่วยให้ใส่ใจคุณภาพให้มากกว่าปริมาณ (และประหยัดในระยะยาว)

การตกแต่งสไตล์มินิมอลเหมาะกับใครก็ได้ทั้งนั้น แต่มักจะถูกมองว่าเป็นที่นิยมในหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ที่นิยมความเรียบง่ายแต่เก๋และมีสไตล์

ต่อไปเราไปดูกันดีกว่าว่าวิธีการตกแต่งบ้านของคุณให้เป็นสไตล์นี้ต้องทำยังไง มีทิปส์หลายอย่างตั้งแต่เทคนิคการเลือกเฟอร์นิเจอร์ การเลือกใช้สี และการจัดการพื้นที่ใช้สอย มาดูกัน!

ทริคแต่งบ้านและเลือกเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล (Minimal style)

เพื่อให้การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลเกิดความสวยงาม น่าประทับใจ ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการสำหรับเจ้าของบ้าน ลองมาศึกษาทริคการแต่งบ้านไปจนถึงการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอลเลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ตอบโจทย์ตามสิ่งที่คาดหวังเอาไว้อย่างแน่นอน

1. เริ่มจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช่ก่อน

สิ่งสำคัญที่สุดในการตกแต่งบ้านไม่ว่าจะสไตล์ใดก็ตามคือ การเลือกเฟอร์นิเจอร์ ยิ่งการเลือกเฟอร์นิเจอร์สำหรับการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล การเลือกเฟอร์นิเจอร์ยิ่งต้องพิถีพิถัน หลักการเลือกเฟอร์นิเจอร์มีอยู่ว่า

• เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบง่าย พื้นผิวไม่เน้นลวดลาย

• ดีไซน์มีความสวยงาม ไม่ตกยุคง่าย ดูมีคุณภาพ และคงทน

• สีอ่อนหรือเข้มก็ได้ แต่ให้ไปในโทนสีเดียวกันตลอด

• เลือกเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันจริงๆ เฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่คิดว่าเราอยู่ได้โดยไม่ต้องซื้อมันมาก็ให้ตัดออก

• การออกแบบมีลักษณะและรูปเป็นเส้นตรงและคม ไม่มีลวดลาย

ราวแขวนผ้าทำจากไม้สัก เรียบง่ายดูดี สามารถเลือกสีได้ (อ่านรายละเอียดสินค้า)

2. พื้นที่บนชั้นวางของไม่รก เน้นโล่งสบายตา

พื้นที่ต่างๆ ที่มองเห็นในไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะ บนชั้นวางของ หรือเป็นพื้น จะต้องมีพื้นที่เหลือให้มากหน่อย วางตกแต่งหรือวางเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรมีของวางอัดแน่นเต็มพื้นที่ แม้จะเรียงด้วยความเป็นระเบียบก็จะแค่ดูเป็นระเบียบ แต่ก็ยังผิดไปจากหลักความมินิมอลที่เน้นความโล่งสบายตา อย่างที่บอกว่าของที่เก็บก็ควรเป็นของใช้ที่จำเป็นต้องใช้ทุกวันจริงๆ เน้นประโยชน์ใช้สอย ของสะสมเอย ของดูต่างหน้าเอย ให้เก็บเข้ากล่องในห้องเก็บของไว้จะดีกว่า ยิ่งถ้าเป็นไอเดียแต่งห้องนอนมินิมอลด้วยแล้ว การมีพื้นที่สะอาด ดูไม่รกตา จะช่วยเพิ่มความโล่งสบาย ไม่อึดอัดอีกด้วย

3. ควรเลือกใช้สีอ่อน หรือสีโมโนโทน

สีที่เลือกใช้ไม่ว่าจะกับเฟอร์นิเจอร์หรือผนังห้อง ควรเลือกใช้สีที่ดูกลาง ๆ และดูคลาสสิค เช่น สีขาว สีเบจ สีเทา หรือสีที่ดูธรรมชาติเอิร์ธโทนอย่างสีน้ำตาล ที่มีให้เลือกอยู่หลายเฉด แต่อย่าลืมว่าต้องคุมโทนให้เป็นโทนเดียวกันตลอด ไม่เอามายำรวมกันไปเรื่อย ให้เลือกสีหลัก แล้วเพิ่มมิติด้วยการตกแต่งด้วยสีอื่นเข้าไปแทน แบบนี้จะทำให้บ้านดูเป็นธรรมชาติไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดความสับสนของโทนสี ไม่รู้สึกขัดหูขัดตา สร้างความน่าอยู่อาศัยมากขึ้นกว่าเดิม

4. น้อยแต่โก้ แต่ฟังก์ชันก็ต้องมา

ไม่ใช่แค่สำหรับการแต่งบ้านในสไตล์มินิมอลนะคะ ไม่ว่าจะสไตล์ไหน ในการเลือกเฟอร์นิเจอร์นั้นต้องพิจารณาถึงฟังก์ชันและการใช้งานควบคู่กันไปกับความสวยงามของเฟอร์นิเจอร์ด้วย แต่ก็ไม่ต้องยึดติดมากไปว่าจะต้องใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์ไซน์สุดล้ำ หัวใจสำคัญก็อย่างทำเราย้ำตลอดเลยคืออยู่ที่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ได้ใช้งานจริง และเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกมาแบบมาอย่างคำนึงถึงผู้ใช้ และพื้นที่การใช้สอย ไม่กินที่โดนใช่เหตุ ไม่หวือหวาลวดลายเยอะ มีความเป็นโมเดิร์นเรียบๆ นี่คือเสน่ห์ที่จะช่วยเสริมความมินิมอลของบ้านคุณให้เปล่งประกายยิ่งกว่าเคย คำว่าน้อยแต่มากไม่ใช่แค่ทำพูดเก๋ ๆ แต่ต้องแสดงให้เห็นถึงการเข้าใจความเป็นมินิมอลอย่างแท้จริง

5. เลือกไฟและของตกแต่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น

มากกว่าที่จะบอกว่าเป็นการเลือกไฟ ต้องพูดว่าการจัดไฟในห้องดีกว่า เพราะการเน้นความเรียบง่ายอาจทำให้ห้องดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา การจัดแสงให้ห้องดูอบอุ่นนั้นมีความสำคัญ ห้องสไตล์มินิมอลควรมีลักษณะที่สว่างไสว มีแสงแดดลอดเข้ามา หน้าต่างควรเป็นแบบเรียบๆ ผ้าม่านไม่มีลวดลาย

ในส่วนของการตกแต่งควรใช้ของตกแต่งน้อยชิ้น แต่ละชิ้นนอกจากจะตกแต่งแล้ว ควรจะได้ใช้งานจริงด้วย ไม่ใช่เอามาวางทิ้งไว้เฉยๆ ของตกแต่งของห้องสไตล์มินิมอลส่วนใหญ่จะเน้นอะไรก็ตามที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เนื่องจากภาพรวมห้องจะดูเคร่งขรึมอยู่แล้วด้วยการเลือกเฟอร์นิเจอร์ การใช้สีอะไรต่างๆ ที่เน้นเรียบๆ ดีเทลของตกแต่งจริงควรเป็นส่วนที่เพิ่มชีวิตชีวา และความอบอุ่นน่าอยู่

การตกแต่งเพื่อความสวยงามอย่างเดียว ไม่เน้นใช้งานก็ใช้ว่าจะทำไม่ได้ สามารถทำได้ แต่ทำน้อยๆ และเน้นการตกแต่งที่เป็นสีโมโนโทน ไม่ฉูดฉาดละลานตาเกินไป

6. ใช้ Slatted walls เข้ามาช่วยในการตกแต่ง

Slatted walls คือแผ่นไม้ที่มาเรียงต่อๆ กันอาจเป็นบนผนังบ้าน กำแพงบ้าน หรือพื้นผิวของเฟอร์นิเจอร์ก็ได้เช่นกัน นับเป็นลักษณะของการตกแต่งภายในที่เรียบง่ายแต่ดูมีสไตล์เฉพาะตัว คุมโทนได้แบบกำลังพอดี ไม่หวือหวาแต่ก็ไม่ดูธรรมดามากนัก ทำให้ห้องหรือพื้นที่เรียบๆ ดูมีโมเดิร์นขึ้น แต่ไม่ฉูดฉาดหรือยุ่งเหยิงจนเกินไป เป็นอีกความเหนือระดับที่ควรค่ากับการนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับตกแต่งห้องแบบมินิมอล

7. ตกแต่งด้วยสีเขียวของต้นไม้

เป็นที่นิยมอย่างมากกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน หากแต่งห้องออกมาดูแล้วเรียบเกินไป อยากจะแต่งห้องด้วยสีเขียวของต้นไม้รับรองว่ายังไงก็ไปกันได้กับสไตล์มินิมอล เพียงแต่ต้องอย่าตกแต่งเยอะเกินไป ต้นไม้ที่เลือกก็ไม่ควรจะฉูดฉาดหรือดูรก อาจจะเป็นต้นกระบองเพชรที่ดูเรียบ ๆ หรือต้นไม้ใบสีเขียวเข้มไม่มีลวดลายหวือหวา ไปจนถึงบรรดาต้นไม้ฟอกอากาศ เช่น ยางอินเดีย ลิ้นมังกร เดหลี เฟิร์นบอสตัน เป็นต้น ซึ่งการมีต้นไม้ในบ้านยังถือเป็นจุดพักสายตาได้อย่างดีหากรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน

จบกันไปแล้วกับ 7 เทคนิคการแต่งบ้านแบบมินิมอล พอจะรู้แนวทางกันแล้วใช่ไหมคะ ว่าหัวใจสำคัญของการแต่งบ้านสไตล์นี้ให้ออกมาเรียบแต่มีสไตล์นั้นต้องทำยังไง รับรองว่าถ้าก้าวสู่ความเป็นมินิมอล นอกจากจะได้ห้องสวยๆ แล้ว ยังทำให้ผ่อนคลาย สบายใจ ไม่ต้องมาเสียสุขภาพจิตกับอะไรที่รกหูรกตาอีกด้วย ถ้าสนใจก็อย่าลืมลองวางแผนดูนะคะว่าต้องซื้ออะไรบ้าง