• Welcome to Phuket forum เว็บบอร์ด ภูเก็ต.
 

ข่าว:

SMF - Just Installed!

Main Menu

กระทู้ล่าสุด

#31


หากคุณกำลังมองหาผู้รับเหมาถมดินในภูเก็ตที่ไว้ใจได้ เราคือทีมงานมืออาชีพที่ให้บริการ ถมดินภูเก็ต อย่างครบวงจร ทั้งงานถมที่สร้างบ้าน อาคารพาณิชย์ รีสอร์ท รวมถึงงานยกระดับพื้นที่ งานปรับหน้าดิน งานถมลูกรัง และ บริการเกลี่ยพื้นที่ด้วยรถแมคโคร
✅ ทำไมต้องเลือกเรา?

    มีประสบการณ์ในพื้นที่ภูเก็ตมากกว่า 10 ปี

    ให้บริการรวดเร็ว ตรงเวลา ควบคุมงานโดยวิศวกร

    พร้อมเครื่องจักรครบ: รถแมคโคร, แทรกเตอร์, รถบรรทุก

    ถมดินตามแบบวิศวกรรม พร้อมบริการ บดอัด และ ปรับระดับ

    ประเมินหน้างานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

    เหมาะสำหรับงานสร้างบ้านเดี่ยว อาคาร โครงการ หรืองานราชการ

🛠 บริการของเรา:

    ถมดินภูเก็ต ถมลูกรัง ถมทราย

    ปรับพื้นที่ เกลี่ยให้เรียบ พร้อมปลูกสร้าง

    บริการบดอัดดิน ด้วยเครื่องจักรเฉพาะ

    งานด่วน งานเร่ง งานระยะยาว รับหมด

    ออกใบเสนอราคา และใบเสร็จรับเงินถูกต้อง

📍 พื้นที่ให้บริการ:

    ตัวเมืองภูเก็ต, กะทู้, ถลาง, ป่าตอง, ฉลอง, กะรน, ไม้ขาว, ในทอน

    รับงานทั้งบนเกาะและพื้นที่ต่อขยาย

📞 โทรสอบถามหรือประเมินราคาเบื้องต้นฟรี
Line: @phuketland
โทร: 094-881-2888

ถมดินภูเก็ตกับทีมงานคุณภาพ เริ่มต้นไว ทำงานจริง ดูแลจบครบทุกขั้นตอน
ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากที่ว่างเปล่าหรือต้องการปรับปรุงพื้นที่เก่า เราพร้อมให้คำปรึกษาและลุยงานทันที
#33
จัดฟันบางนา: การเตรียมตัวเข้ารับการจัดฟันแบบใส สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่

หลายคนมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เพราะอาจจะด้วยการทำงานหรือสังคมสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ส่งผลทำให้เกิดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ซึ่งบุหรี่ ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำลายสุขภาพของเรา ในข้อนี้หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกายเราแล้ว พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพช่องปากและฟันของเราด้วย แน่นอนว่า คนที่สูบบุหรี่หลายคน อาจจะต้องพบเจอกับปัญหาในเรื่องของโรคเหงือกอักเสบหรือโรคปริทันต์ที่เป็นสิ่งทำลายฟันของเรา จนอาจจะนำไปสู่การสูญเสียฟัน ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำ รวมไปถึงต้องเข้ารับการจรวจสุขภาพประจำปีด้วย เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ หลายคนที่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน ก็อาจจะยังมีพฤติกรรมการติดบุหรี่

ซึ่งปัญหาเหล่านี้ เราก็ต้องแก้ไขหรือหาทางแก้ให้เร็วที่สุด เพราะแน่นอนว่า ส่งผลต่อร่างกายของเราโดยตรง ปัญหาหลักๆของผู้ที่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ อย่างแรกเลยคือ ปัญหาของกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ ที่จะทำให้เราเสียบุคลิกภาพ มีความไม่มั่นใจ ซึ่งปัญหานี้เอง ก็ส่งผลต่อช่องปากของเราด้วย นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เกิดการสะสมของหินปูนที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบ ไม่เพียงเท่านั้น การสูบบุหรี่ยังส่งผลให้เกิดสีฟันที่มีความเหลือง เนื่องจากคราบบุหรี่ที่ติดอยู่บนผิวฟัน ซึ่งต้องบอกการทำความสะอาดฟันทั่วไป อาจจะแก้ไขได้ยาก

ดังนั้น ผู้ที่สูบบุหรี่จะต้องดุแลเอาใจใส่ในเรื่องของการสุขภาพช่องปากและฟันให้มากกว่าคนปกติ เพราะคราบบุหรี่ที่ติดอยู่บนผิวฟัน เป็นตัวทำลายทำให้เรามีปัญหาสุขภาพฟันตามมาในอนาคต แต่ในทางกลับกัน สำหรับใครที่อยากเข้ารับการจัดฟันแบบใส แต่มีพฤติกรรมการติดบุหรี่ ก็จะต้องดูแลรักษาความสะอาดให้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า เพราะอาจจะทำใคราบบุหรี่ติดเครื่องมือการจัดฟันได้

วันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงการเตรียมตัวเข้ารับการจัดฟันแบบใสของผู้ที่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ซึ่งหลายคนเกิดความสงสัยว่า สูบบุหรี่สามารถเข้ารับการจัดฟันได้หรือไม่ ต้องบอกว่า สามารถทำได้ แต่ผู้เข้ารับการจัดฟันจะต้องดูแลรักษาความสะอาดให้มากเป็นพิเศษ ก่อนการเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟันแบบใส ผู้เข้ารับการรักษาต้องให้ทันตแพทย์ตรวจสุขภาพฟันอย่าวละเอียด และถ้าหากมีปัญหาก็จะต้องเข้ารับการรักษาก่อนการจัดฟัน เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เกิดปัญหาตามมา

สำหรับใครที่อยากเข้ารับการจัดฟันแบบใส และมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่รวมด้วย สามารถติดต่อขอคำปรึกษาจากทางทันตแพทย์ของทางคลินิกได้ ทางเรายินดีให้คำแนะนำ โดยทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของทันตกรรม และมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ผู้เข้ารับการรักษาจะมีความปลอดภัย ได้รับบริการที่มีมาตรฐานอย่างแน่นอน
#35
หมอออนไลน์: หูบาดเจ็บจากความกดดันอากาศ (Barotrauma/Barotitis media)

ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ที่นั่งเครื่องบิน และผู้ที่ดำน้ำลึก เกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดดันอากาศ ทำให้เกิดอาการปวดหู หูอื้อ ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงเล็กน้อยและหายได้เองในเวลาสั้น ๆ ส่วนน้อยที่อาจมีอาการรุนแรง

สาเหตุ

ในคนปกติ หูชั้นกลางจะมีการปรับความดันอากาศให้เท่ากับหูชั้นนอก (ความดันในบรรยากาศ) โดยการกลืนหรือหาว ทำให้ท่อยูสเตเชียน (ซึ่งเชื่อมระหว่างช่องคอกับหูชั้นกลาง) เปิดให้อากาศมีการเคลื่อนตัวเข้าออก เพื่อปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับหูชั้นนอกตลอดเวลา

ในผู้ที่มีภาวะอุดกั้นของท่อยูสเตเชียน (เช่น ขณะเป็นไข้หวัด หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ โรคหวัดภูมิแพ้ หรือในทารกและเด็กเล็กซึ่งมีท่อยูสเตเชียนที่แคบกว่าผู้ใหญ่เพราะยังเจริญไม่สมบูรณ์) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของความดันของบรรยากาศ (ขณะเครื่องบินขึ้นหรือลงเร็ว ๆ หรือขณะดำน้ำลึก) ก็จะไม่สามารถปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับหูชั้นนอก ทำให้เยื่อแก้วหูถูกดูดเข้า (กรณีที่ความดันในหูชั้นกลางต่ำกว่าหูชั้นนอก เช่น ขณะเครื่องบินลง) หรือดันให้โป่งออก (กรณีที่ความดันในหูชั้นกลางสูงกว่าหูชั้นนอก เช่น ขณะเครื่องบินขึ้น) และมีน้ำเลือดคั่งที่เยื่อบุภายในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดอาการปวดหูและหูอื้อ

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหู หูอื้อ หูตึงเล็กน้อย มีเสียงดังในหู เวียนศีรษะ หลังนั่งเครื่องบินหรือดำน้ำลึก อาจเป็นที่หูข้างเดียวหรือพร้อมกัน 2 ข้างก็ได้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นอยู่นานเพียง 2-3 ชั่วโมงก็หายไปได้เอง

ในรายที่มีอาการนานกว่า 2-3 ชั่วโมง อาจมีอาการปวดหูรุนแรง หูตึงอย่างมาก มีเลือดออกจากหู หรือมีอาการบ้านหมุนร่วมด้วย ถึงหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็อาจจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

ทารกและเด็กเล็กที่นั่งเครื่องบิน หากมีภาวะนี้ขณะเครื่องกำลังบินขึ้นหรือลง อาจมีอาการปวด หูอื้อ ร้องกวน งอแง

ภาวะแทรกซ้อน

อาจทำให้เยื่อแก้วหูทะลุ หูชั้นกลางอักเสบ หูตึง มีเลือดออกจากหู มีอาการปวดหูเป็น ๆ หาย ๆ วิงเวียนหรือเห็นบ้านหมุนเรื้อรัง

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการที่พบในผู้ที่กลับจากการเดินทางโดยเครื่องบิน หรือดำน้ำลึก และการใช้เครื่องส่องหู จะตรวจพบเยื่อแก้วหูถูกดึงเข้าหรือโป่งออก ในรายที่เป็นมากอาจพบมีรอยห้อเลือดที่เยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูทะลุ หรือมีเลือดออกจากหู และอาจตรวจพบมีเลือดหรือของเหลวอยู่ที่ด้านหลังของเยื่อแก้วหู

ในรายที่มีอาการวิงเวียน เห็นบ้านหมุน ซึ่งแสดงว่ามีความผิดปกติในหูชั้นในร่วมด้วย แพทย์จะทำการตรวจสมรรถภาพของการได้ยิน (audiometry) เพื่อดูว่ามีผลกระทบต่อประสาทหูส่วนการได้ยินมากน้อยเพียงใด

การรักษาโดยแพทย์

1. ถ้าอาการปวดหู หูอื้อไม่หายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังมีอาการ แพทย์จะให้กินยาสูโดเอฟีดรี และ/หรือยาหดหลอดเลือดชนิดพ่นจมูก

ถ้ามีอาการปวดให้ยาแก้ปวด

ถ้าเป็นหวัดภูมิแพ้ ให้ยาแก้แพ้

ถ้าเป็นไข้หวัดหรือไซนัสอักเสบร่วมด้วย ให้การรักษาควบคู่กันไป

2. ถ้าไม่ทุเลาภายใน 1 สัปดาห์ หรือปวดรุนแรง เยื่อแก้วหูทะลุ หรือมีเลือดออกจากหู แพทย์อาจจำเป็นต้องทำการกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายเลือดที่คั่งอยู่ในหูชั้นกลาง และปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับหูชั้นนอก

ถ้ามีเยื่อแก้วหูทะลุที่ไม่สามารถปิดได้เอง แพทย์จะทำการปลูกเยื่อแก้วหู (eardrum patch) โดยใช้สารเคมีจี้ที่ขอบรอยฉีกขาด กระตุ้นให้เซลล์เยื่อแก้วหูงอก แล้วปะบริเวณที่รอยฉีกขาดด้วยกระดาษแบบพิเศษ โดยมักต้องทำซ้ำหลายครั้งจนกว่ารูจะปิดสนิท หากวิธีข้างต้นไม่ได้ผลหรือเห็นว่ามีความจำเป็นก็จะทำการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู (tympanoplasty) โดยนำเนื้อเยื่อส่วนอื่นในร่างกาย (เช่น หลอดเลือดดำ เยื่อพังผืดของกล้ามเนื้อ) มาปะรอบบริเวณรูทะลุบนเยื่อแก้วหู

ผลการรักษา ส่วนใหญ่อาการมักจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

การดูแลตนเอง

ขณะเครื่องบินขึ้นหรือลง ถ้าหากมีอาการปวดหูหรือหูอื้อเกิดขึ้น ให้รีบทำท่าหาวและกลืนน้ำลาย หรือทำการเป่าลมเบา ๆ ในปากโดยการปิดปากและบีบจมูก ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้เปิดท่อยูสเตเชียนให้ลมผ่านเข้าออก ปรับความดันในหูชั้นกลาง ซึ่งอาการมักจะทุเลาได้ทันที

แต่ถ้าอาการไม่หายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังลงเครื่องบิน ควรไปปรึกษาแพทย์ และดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์

การป้องกัน

1. ขณะเป็นหวัด หูชั้นกลางอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งเครื่องบินหรือดำน้ำลึก

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์ในการใช้ยาป้องกัน แพทย์อาจให้ยาพ่นจมูกที่เข้ายาแก้คัดจมูก (decongestant) เข้าจมูกทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 4 ครั้ง หรือให้กินสูโดเอฟีดรีน ก่อนออกเดินทางหรือดำน้ำ 30-60 นาที (ถ้าเป็นการนั่งเครื่องบินเดินทางไกลควรกินก่อนเครื่องลง 30-60 นาที) ถ้าเป็นโรคหวัดภูมิแพ้ ก็จะให้กินยาแก้แพ้ ก่อนออกเดินทางหรือดำน้ำ 30-60 นาที

2. เวลานั่งเครื่องบิน ขณะเครื่องกำลังบินขึ้นหรือลง ควรทำท่าหาวและกลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง (สำหรับทารกและเด็กเล็ก ให้เด็กดื่มนมหรือน้ำ โดยให้อยู่ในท่านั่ง ถ้าดูดจากหลอดได้ให้เด็กใช้หลอดดูด กระตุ้นให้มีการกลืนบ่อย ๆ) เพื่อกระตุ้นให้ท่อยูสเตเชียนเปิด

3. เวลาดำน้ำลึก ควรดำลงอย่างช้า ๆ เพื่อให้หูมีเวลาปรับตัว

ข้อแนะนำ

ผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบิน หรือดำน้ำลึก ควรเรียนรู้วิธีป้องกันโรคนี้ และวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการ หากอาการไม่ทุเลาภายใน 2-3 ชั่วโมง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว และดูแลรักษาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
#36
จัดฟันบางนา: ทันตกรรมเด็ก น่ารู้ น้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็ก จำเป็นหรือไม่ ?

ทันตกรรมเด็ก ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ น้ำยาบ้วนปากสำหรับเด็ก หลายคนภายหลังจากทำความสะอาดช่องปากและฟัน ก็ใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อให้การทำความสะอาดช่องปากและฟันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งน้ำยาบ้วนปาก เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความนิยมใช้เพื่อรักษาสุขภาพในช่องปาก โดยเชื่อว่าจะสามารถดับกลิ่นปาก รักษาสุขภาพฟันและเหงือกได้ จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวช่วยเพื่อขจัดสิ่งสกปรกในส่วนที่การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันนั้นทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง หลายคนเชื่อว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากจำเป็นต้องทำก่อนหรือหลังการแปรงฟันทุกครั้ง ในขณะที่อีกหลายคนไม่เคยใช้น้ำยาบ้วนปากเลย

ซึ่งการใช้น้ำยาบ้วนปากก็มีประโยชน์มาก นอกจากจะสามารถระงับกลิ่นปากได้แล้ว น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมพิเศษบางอย่าง ยังอาจช่วยดูแลปัญหาสุขภาพในช่องปากอื่น ๆ ได้อีกเช่น ทำให้เรามีฟันที่ขาวขึ้น ลดปัญหาการเกิดฟันผุ ลดการเกิดคราบจุลินทรีย์และโรคเหงือกอักเสบ บรรเทาอาการปวดเฉพาะจุดในช่องปาก และยังช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ จากภาวะปากแห้งเนื่องจากน้ำลายน้อยได้อีกด้วย

พ่อแม่หลายคนเกิดความสงสัยว่า น้ำยาบ้วนปากนั้น แท้จริงมีความจำเป็นกับสุขภาพฟันของเด็กมากน้อยแค่ไหน จริงๆแล้วน้ำยาบ้วนปาก ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะเด็กอาจจะกลืนเข้าไปและเกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน หรือเกิดการเป็นพิษขึ้น โดยเฉพาะหากเด็กกลืนน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สูงมากๆ เด็กอาจมีอาการล้มฟุบลงไปและไม่ตอบสนองได้

และเพื่อป้องกันเด็กเล็กกินน้ำยาบ้วนปากจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พ่อแม่ควรเลือกบรรจุภัณฑ์ที่มีฝาป้องกันเด็กเปิด เด็กเล็กสามารถหัดให้ใช้น้ำยาบ้วนปากได้ ก็ต่อเมื่อเด็กรู้จักการบ้วนออกมา ทางที่ดีควรรับคำแนะนำจากแพทย์ รวมไปถึงอ่านข้อควรระวังและคำแนะนำของน้ำยาบ้วนปากให้ชัดเจน แต่ดดยส่วนใหญ่น้ำยาบ้วนปากของเด็กมักจะใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ โดยอาจให้เด็กใช้ในกรณีที่ลูกฝันผุมากๆ สามารถใช้ได้เป็นครั้งคราว และควรใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้เท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ถ้าสุขภาพช่องปากดีอยู่แล้วก็ไม่ควรใช้ เพราะป้องกันปัญหาอื่นๆที่จะตามมาได้

อย่างไรก็ตาม ทันตกรรมเด็ก กับ น้ำยาบ้วนปากก ก็จะใช้เพื่อเป็นตัวช่วยในการขจัดสิ่งสกปรกบริเวณที่การแปรงฟันหรือไหมขัดฟันเข้าไม่ถึง แต่ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาสุขภาพช่องปากและฟันเป็นหลักเพียงอย่างเดียวได้ การใช้น้ำยาบ้วนปาก สามารถใช้ได้ทั้งก่อนและหลังแปรงฟัน และเวลาใช้ควรกลั้วให้ทั่วปากแล้วอมทิ้งไว้ประมาณ 30-60 วินาที ไม่ควรนานเกิน 1 นาที แต่ถ้าทิ้งไว้น้อยกว่า 30 นาทีอาจจะไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควร และไม่จำเป็นต้องบ้วนน้ำเปล่าตามหลังการใช้น้ำยาบ้วนปาก หลายคนมีคำถามและเกิดความกังวลว่า การกลืนน้ำยาบ้วนปากมากเกินไปจะส่งผลอย่างไรบ้าง

ต้องบอกเลยว่าการกลืนน้ำยาบ้วนปากจะส่งผลให้มีอาการคล้ายๆ กับการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จำนวนมากเข้าไป อาจทำให้มีอาการที่เกี่ยวกับลำไส้และท้องที่รุนแรง และยังนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของกรด-เบสในร่างกายอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรใชอย่างระมัดระวัง หากคุณมีข้อสงสัยหรือปะญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟัน สามารถเข้าขอรับคำปรึกษาจากทางคลีนิกได้ ทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่พร้อมจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟัน ทั้งยังมีการให้บริการในด้านของทันตกรรมอย่างครบวงจรอีกด้วย จึงทำให้มั่นใจได้ว่าจะทำให้คุณมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
#37
รีวิวเที่ยวตลาดน้ำรังสิต เดินเล่น กินเพลิน ชิลทั้งวัน

วันหยุดที่ผ่านมา แอนมีโอกาสได้แวะไปเดินเล่นที่ ตลาดน้ำรังสิต  แบบไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ แค่อยากหาที่เดินเล่นเบา ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ไม่ต้องแพลนเยอะ แล้วก็บังเอิญผ่านเส้นรังสิตพอดี เลยตัดสินใจแวะไปแบบไม่คิดมาก ซึ่งต้องบอกว่า ดีเกินคาด เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังว่าไปเจออะไรบ้าง บรรยากาศเป็นยังไง อาหารเด็ดไหม เผื่อใครอยากตามรอยไปเดินเล่นเพลิน ๆ เหมือนแอนบ้างนะคะ







บรรยากาศโดยรวม  กลิ่นอายย้อนยุค ร่มรื่นไม่เบา
พอเดินเข้าตลาดน้ำรังสิต สิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ความชิล มันไม่ได้จอแจหรือวุ่นวายเหมือนตลาดดัง ๆ ที่คนแน่น ๆ แบบอัมพวาหรือดำเนินฯ แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่น มีความวินเทจนิด ๆ เพราะเค้าออกแบบร้านต่าง ๆ ให้มีกลิ่นอายของเรือนไทยเก่า ๆ แถมยังมีทางเดินไม้ยาว ๆ ที่พาเราเลาะริมคลองได้แบบสบายใจ ใครที่ชอบเดินถ่ายรูปเล่น แนะนำว่าพกกล้องไปด้วยเลย มีหลายมุมถ่ายแล้วสวยมาก
บรรยากาศตอนสาย ๆ ถึงเที่ยง ๆ จะกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป เพราะต้นไม้เยอะมาก แดดลอดมานิด ๆ แต่ลมพัดเย็นสบาย มีเสียงน้ำ เสียงนก เสียงเรือพายเบา ๆ ผ่านไปมา คือเพลินจริง ๆ
โซนของกิน  สายกินคือฟินมาก
โซนของกินของที่นี่ค่อนข้างเยอะเลยค่ะ เดินไปไม่กี่ก้าวก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาเรื่อย ๆ แอนเริ่มที่โซนของกินแบบรถเข็นก่อน เพราะมันอยู่ตรงกลางตลาดเลย มีทั้งลูกชิ้นทอด ไก่ปิ้ง ขนมครก ขนมเบื้อง ฯลฯ ซึ่งราคาไม่แพงเลย อย่างลูกชิ้นไม้ละ 5 บาท น้ำจิ้มคือเด็ด
ต่อมาคือโซนร้านอาหารตามสั่งกับร้านอาหารไทยแบบจัดเต็ม มีร้านหนึ่งที่คนต่อคิวยาวมาก คือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เจ้าดังของตลาดนี้เลย เสิร์ฟมาในชามเล็ก ๆ ราคาเริ่มต้นชามละ 15 บาท แอนจัดไป 3 ชามรวด รสเข้มข้นมาก ซดน้ำซุปคือคล่องคอสุด ๆ
ส่วนของหวานก็ไม่น้อยหน้า ขนมไทยมีครบทั้ง ทองหยิบ ทองหยอด ลูกชุบ ฝอยทอง รวมถึงไอศกรีมกะทิที่เสิร์ฟในกะลามะพร้าวแบบโบราณ ราดน้ำหวานโรยถั่ว อร่อยหอมมันมาก
ที่สำคัญคือ ราคามิตรภาพ ทุกอย่างไม่เกิน 50 บาทต่ออย่าง เป็นมื้อที่ทั้งอิ่มและประหยัดเลยล่ะค่ะ

โซนของฝาก  น่ารัก น่าซื้อ เก๋ ๆ แบบไทย ๆ
เดินกินเสร็จ แอนแวะเข้าไปเดินเล่นในโซนของฝาก ซึ่งมีทั้งงานแฮนด์เมด ของที่ระลึกพื้นบ้าน ไปจนถึงเสื้อผ้า ผ้าขาวม้า สมุดโน้ตทำมือ และเครื่องหอมสมุนไพรต่าง ๆ บรรยากาศคล้ายเดินงาน OTOP ย่อม ๆ เลยนะ บางร้านตกแต่งได้น่ารักมากจนต้องหยุดดู
แอนซื้อสบู่สมุนไพรมาหลายก้อน กลิ่นมะลิ กลิ่นมะกรูดคือหอมมากกก แล้วก็น้ำมันนวดตัวจากสมุนไพรไทยแท้ ๆ ที่แม่ค้าให้ลองทาด้วย คือกลิ่นผ่อนคลายมาก แบบไม่เวียนหัวเลย
อีกอย่างที่อยากแนะนำคือ พวกขนมอบแห้งแบบไทย เช่น กล้วยฉาบ ข้าวแต๋น ขนมเปี๊ยะ แพ็กใส่ถุงซิปล็อกอย่างดี เหมาะจะซื้อเป็นของฝากกลับบ้านหรือเอาไปแจกเพื่อนที่ออฟฟิศ

กิจกรรมในตลาด  มีเรือพายให้ลองด้วยนะ
ระหว่างที่เดิน แอนเห็นมีคุณลุงพายเรือขายผลไม้และของกินแบบในหนังไทยเก่า ๆ เลยค่ะ แล้วก็มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวพายเรือด้วยนะ ใครที่อยากลองใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบพายเรือไปเรื่อย ๆ ก็สามารถเช่าเรือได้ ราคาประมาณ 20-30 บาทต่อรอบ (ขึ้นอยู่กับระยะทาง)

สำหรับครอบครัวที่พาเด็ก ๆ มาเที่ยว ตลาดนี้ยังมีโซนเล็ก ๆ เป็นฟาร์มสัตว์จิ๋ว มีเป็ด ไก่ กระต่าย เด็ก ๆ สามารถให้อาหารได้ และมีลานให้นั่งเล่นด้วย แอนว่ามันเหมาะกับคนทุกวัยเลยจริง ๆ

การเดินทาง & เวลาเปิดปิด
ตลาดน้ำรังสิต  ตั้งอยู่ในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ขับรถจากฟิวเจอร์พาร์ครังสิตไปประมาณ 20 นาทีเองค่ะ ถ้าไม่มีรถก็สามารถนั่งรถสองแถวหรือแท็กซี่จากรังสิตไปได้สะดวกมาก
ตลาดเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 17.00 น. ถ้าอยากได้บรรยากาศดี ๆ คนไม่เยอะมาก แอนแนะนำให้ไปช่วงเช้า ๆ ค่ะ

ความรู้สึกหลังเดินเที่ยว  ฟีลดีแบบไม่ต้องคิดเยอะ
แอนรู้สึกว่า ตลาดน้ำรังสิต เป็นที่เที่ยวที่เหมาะมากสำหรับใครที่อยากหาอะไรทำในวันหยุดแบบไม่เหนื่อย ไม่ต้องวางแผนเยอะ ที่นี่ให้ความรู้สึกสบายใจ เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปตอนเด็ก ๆ ตอนที่เรายังได้กินขนมไทยนั่งริมน้ำ พูดคุยกับแม่ค้าใจดี หรือแค่ได้นั่งมองคนพายเรือก็เพลินมากแล้ว

ข้อดีที่แอนชอบที่สุดคือ ราคาไม่แพง บรรยากาศดี และไม่ไกลจากเมืองเลย เป็นที่เที่ยวที่เหมาะจะพาเพื่อนไป เดินเล่น กินข้าว ถ่ายรูป แล้วก็แวะซื้อของฝากกลับบ้าน เป็น 2-3 ชั่วโมงที่ให้พลังบวกมาก ๆ

สรุปสั้น ๆ สำหรับใครที่สนใจไปตลาดน้ำรังสิต
•    บรรยากาศชิล ร่มรื่น ไม่ร้อนมาก
•    อาหารอร่อย ราคาถูก กินได้หลากหลาย
•    ของฝากน่ารัก มีของแฮนด์เมดเพียบ
•    มีกิจกรรมให้พายเรือ + โซนสัตว์สำหรับเด็ก ๆ
•    เดินทางสะดวก เหมาะสำหรับวันหยุดสบาย ๆ

ลองแวะไปเดินเล่นดูนะคะ แล้วจะรู้ว่าบางทีความสุขไม่ต้องหาที่ไหนไกลเลย  ตลาดน้ำรังสิต
#38
โรคปอดเกิดจากอะไร

โรคปอด เป็นคำที่ครอบคลุมความผิดปกติหรือโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับอวัยวะปอดและระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีหลากหลายชนิดและมีสาเหตุที่แตกต่างกันไปครับ ปอดเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป หากปอดทำงานผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างมาก

นี่คือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคปอด:

1. การติดเชื้อ (Infections)

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยและเป็นอันตรายหากไม่ได้รับการรักษา

เชื้อแบคทีเรีย: เช่น เชื้อ Streptococcus pneumoniae, Haemophilus influenzae ทำให้เกิด ปอดอักเสบ (Pneumonia/ปอดบวม) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิต

เชื้อไวรัส: เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza virus), RSV, ไวรัสโคโรนา (รวมถึง SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิด COVID-19) ทำให้เกิด ปอดอักเสบจากไวรัส

เชื้อรา: พบได้น้อยกว่า ส่วนใหญ่ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้เกิด ปอดติดเชื้อรา

เชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis): ทำให้เกิด วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis) ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่สำคัญ หากไม่รักษาจะอันตรายถึงชีวิตและแพร่เชื้อได้


2. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ (Environmental Factors / Pollution)

การสัมผัสกับสารระคายเคืองในอากาศเป็นเวลานาน สามารถทำลายปอดได้

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 / PM10): ฝุ่นควันจากการจราจร การเผาไหม้ในที่โล่ง หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเข้าสู่ปอดและก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง (COPD) หรือ มะเร็งปอด

สารเคมี/ก๊าซพิษ: การสูดดมสารเคมีระคายเคือง เช่น แอมโมเนีย คลอรีน ก๊าซพิษต่างๆ ในโรงงาน หรือควันจากการเผาไหม้ อาจทำให้เกิด ปอดอักเสบเฉียบพลัน (Pneumonitis) หรือ ภาวะปอดถูกทำลาย

ฝุ่นอาชีพ:

ฝุ่นหิน ฝุ่นซิลิกา: ทำให้เกิด โรคปอดจากฝุ่นหิน (Silicosis)

ฝุ่นแร่ใยหิน (Asbestos): ทำให้เกิด โรคปอดจากแร่ใยหิน (Asbestosis) และเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งปอด (Lung Cancer) หรือ มะเร็งเยื่อหุ้มปอด (Mesothelioma)

ฝุ่นจากเกษตรกรรม (Organic Dust): เช่น ฝุ่นละอองจากพืช ไร ทำให้เกิด ปอดอักเสบจากการแพ้ (Hypersensitivity Pneumonitis)


3. พฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle Choices)

พฤติกรรมบางอย่างส่งผลเสียต่อปอดโดยตรง

การสูบบุหรี่ (Smoking): เป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 1 ของ โรคถุงลมโป่งพอง (COPD) มะเร็งปอด และโรคปอดอื่นๆ เกือบทุกชนิด รวมถึงทำให้ปอดติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ควันบุหรี่มือสอง/มือสาม ก็เป็นอันตรายไม่แพ้กัน

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก: อาจลดภูมิคุ้มกัน ทำให้ปอดติดเชื้อได้ง่ายขึ้น


4. พันธุกรรม / โรคทางพันธุกรรม (Genetics / Inherited Conditions)

บางโรคปอดมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ภาวะขาดเอนไซม์ Alpha-1 Antitrypsin Deficiency: เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ปอดถูกทำลายและนำไปสู่ โรคถุงลมโป่งพอง (COPD) หรือ โรคตับ ตั้งแต่อายุน้อย แม้ไม่สูบบุหรี่

โรคปอดเป็นพังผืดไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Pulmonary Fibrosis - IPF): แม้สาเหตุที่แน่ชัดยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมเกี่ยวข้อง

ภาวะซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis): โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายสร้างเสมหะที่เหนียวข้นผิดปกติ อุดตันทางเดินหายใจและอวัยวะอื่นๆ นำไปสู่การติดเชื้อปอดเรื้อรัง


5. โรคร่วม / ภาวะอื่นๆ / ภูมิคุ้มกัน (Other Medical Conditions / Autoimmune)

โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Diseases): เช่น โรคเอสแอลอี (SLE), โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) อาจทำให้เกิดการอักเสบที่เนื้อปอดได้

ภาวะหัวใจล้มเหลว: อาจทำให้มีน้ำคั่งในปอด (Pulmonary Edema)

การใช้ยาบางชนิด: ยาบางประเภทอาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดปอดอักเสบ

มะเร็งที่ลุกลามมายังปอด: มะเร็งจากอวัยวะอื่นอาจแพร่กระจายมายังปอด

การป้องกันโรคปอด
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง/มือสาม: สำคัญที่สุด

ป้องกันตนเองจากมลภาวะทางอากาศ: สวมหน้ากากอนามัย (N95) เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่น PM2.5 สูง

ฉีดวัคซีนป้องกันโรค: เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่, วัคซีนป้องกันปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส

รักษาสุขอนามัย: ล้างมือบ่อยๆ

รักษาสุขภาพให้แข็งแรง: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ

ตรวจสุขภาพเป็นประจำ: เพื่อตรวจหาโรคและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ

หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับปอด เช่น ไอเรื้อรัง หายใจเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้องครับ
#39
วิธีดูแล สารอาหารและน้ำ สำหรับผู้ป่วยรับประทานอาหารสายยาง !

การได้รับสารอาหารและสารน้ำมีผลต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นความจำเป็นสำคัญของการมีชีวิตอยู่ได้ โดยปริมาณและคุณค่าของอาหารมีผลต่อร่างกายและจิตใจ การได้รับอาหารน้อยหรือไม่มีประโยชน์ และมีสุขลักษณะการรับประทานอาหารที่ไม่ดีนั้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการติดโรคต่างๆ รวมทั้งส่งผลให้การเจ็บป่วยเรื้อรังนั้นมีอาการที่แย่ลง

การให้อาหารทางสายยาง เป็นวิธีการให้อาหารเมื่อมีความจำเป็นที่ผู้สูงอายุไม่สามารถรับประทานเองได้ หรือไม่เพียงพอ หลายคนนั้นไม่สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ เนื่องจากภาวะความเจ็บป่วย การผ่าตัด หรือการได้รับบาดเจ็บ ผู้สูงอายุไม่สามารถเคี้ยวหรือกลืนอาหารได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องหาวิธีที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ โดยสายยางให้อาหารนี้เป็นช่องทางที่ทำให้อาหารผ่านเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร เข้าสู่กระเพาะอาหาร

ญาติของผู้ป่วยควรดูแลเรื่องอาหารการกินของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ต้องคำนวณสัดส่วนตามความต้องการของร่างกาย และนอกจากนี้อาหารปั่นผสมที่จะใช้ในผู้ป่วยต้องปรึกษานักโภชนาการ เพื่อให้อาหารเหมาะกับผู้ป่วยและไม่เกิดอันตราย


ภาวะแทรกซ้อน จากการให้อาหารทางสายยาง !

อาหารทางสายยาง อาหารปั่นผสมนั้น เป็นอาหารที่ต้องใช้ในผู้ป่วยที่ต้องรับประทานอาหารทางสายยาง ทั้งนี้ในการรับประทานอาหารด้วยวิธีนี้ ก็จะต้องมีเรื่องของความเสี่ยง อันตราย หรือภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น จะส่งผลให้ร่างกายมีอาการอาเจียน ท้องเสียได้

ปลายสายให้อาหารเลื่อนออก มาอยู่ในหลอดอาหาร หรือเข้าไปในหลอดลม อาหารเหลวเข้าไปในหลอดลม หรือถ้าปลายสายอยู่ในหลอดอาหารจะทำให้ผู้ป่วยอาเจียนและสำลักอาหารได้ และอีกอาการหนึ่งก็คือ อาเจียน เนื่องจากปลายสายเลื่อนมาอยู่ในหลอดอาหาร การให้อาหารทางสายเร็วเกินไป เกิดการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร มีลมเข้าไปขณะให้อาหารทำให้ผุ้ป่วยท้องอืด เป็นสาเหตูให้เกิดการอาเจียนได้ การจัดท่าไม่เหมาะสม ท่าทีเหมาะสมในการให้อาหารทางสายคือ ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูง

และอีกอาการหนึ่งคือ ภาวะไม่สมดุลของสารน้ำ ปัญหาความไม่สมดุลของสารน้ำในร่างกายจากสูตรอาหารที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดภาวะ Hyponatremia นั่นก็คือภาวะโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติ และยังมีภาวะแทรกซ้อนอีกมากมาย หากเราให้อาหารไม่ถูกวิธี
#40
หมอประจำบ้าน: เยื่อบุหัวใจอักเสบ (Bacterial endocarditis)

เยื่อบุหัวใจอักเสบ หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุผนังด้านในของหัวใจ (endocardium) ถือเป็นภาวะร้ายแรง หากไม่ได้รับการรักษา อาจตายได้รวดเร็ว โรคนี้พบมากในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยได้แก่ สเตรปโตค็อกคัส และสแตฟีโลค็อกคัส

ผู้ป่วยมักจะมีความพิการของลิ้นหัวใจอยู่ก่อน เช่น ลิ้นหัวใจพิการจากโรคหัวใจรูมาติก หรือลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นต้น เมื่อร่างกายมีการติดเชื้อ เช่น เชื้อเข้าร่างกายขณะถอนฟันหรือสอดใส่เครื่องมือในทางเดินหายใจหรือทางเดินปัสสาวะ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ทำแท้ง ฉีดเฮโรอีน (ด้วยเข็มไม่สะอาด) หรือติดเชื้อจากการผ่าตัด เป็นต้น เชื้อโรคก็จะผ่านกระแสเลือดเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุหัวใจและลิ้นหัวใจ ในที่สุดเชื้อโรคก็จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย


อาการ

มีไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและตามข้อ และอาจมีอาการเลือดออก เช่น มีเลือดกำเดาไหล หรือมีจุดแดงจ้ำเขียวขึ้นตามตัว

ผู้ป่วยมักมีอาการซีด (โลหิตจาง) ซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าเป็นรุนแรง อาจมีภาวะหัวใจวาย อัมพาตครึ่งซีก ภาวะไตวาย ร่วมด้วย

ในรายที่เป็นชนิดเฉียบพลัน (acute bacterial endocarditis) ผู้ป่วยมักมีอาการเกิดขึ้นฉับพลันทันทีและมีความรุนแรงแทรกซ้อนขึ้นรวดเร็ว มักเกิดจากการติดเชื้อสแตฟีโลค็อกคัส และมักไม่มีประวัติความพิการของลิ้นหัวใจมาก่อน

ในรายที่เป็นชนิดเรื้อรัง (subacute bacterial endocarditis) ผู้ป่วยมักมีอาการค่อยเป็นค่อยไปอย่างเรื้อรัง บางรายอาจมีไข้นานเป็นแรมเดือน ซีด และผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ มักเกิดจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัส ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าเชื้อสแตฟีโลค็อกคัส


ภาวะแทรกซ้อน

อาจทำให้มีภาวะโลหิตจาง เลือดออกง่าย หัวใจวาย ไตวาย อัมพาต โลหิตเป็นพิษ


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ไข้สูง ซีด มีจุดแดง (จุดเลือดออกขนาดเท่าเข็มหมุด) ขึ้นตามผิวหนัง เยื่อบุตา กระพุ้งแก้ม และที่ใต้เล็บ หัวใจเต้นเร็ว ม้ามโต ใช้เครื่องฟังตรวจหัวใจ มักได้ยินเสียงฟู่ (murmur)

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการเจาะเลือดส่งเพาะเชื้อ (hemoculture) ตรวจเอกซเรย์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และถ้าจำเป็นอาจต้องทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล ให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่พบ และรักษาภาวะแทรกซ้อนที่พบร่วม เช่น ภาวะหัวใจวาย ภาวะไตวาย อัมพาต โลหิตจาง เป็นต้น


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้สูง หนาวสั่น หอบเหนื่อย หรือมีไข้เรื้อรังเป็นสัปดาห์ ๆ ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็น เยื่อบุหัวใจอักเสบ ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน  หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ) ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด


การป้องกัน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือโรคหัวใจรูมาติก เคยผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม หรือเคยเป็นโรคนี้มาก่อน ก่อนและหลังการถอนฟันหรือให้แพทย์ตรวจรักษาโดยการสอดใส่เครื่องมือหรือสายสวนในทางเดินหายใจ หรือทางเดินปัสสาวะ แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบแทรกซ้อน

ข้อแนะนำ

ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหรือโรคหัวใจรูมาติก หรือเคยผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อบุหัวใจอักเสบ หากมีไข้สูง หนาวสั่น หรือเป็นไข้เรื้อรัง ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว ซึ่งหากได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ มีโอกาสหายได้