• Welcome to Phuket forum เว็บบอร์ด ภูเก็ต.
 

ข่าว:

SMF - Just Installed!

Main Menu

กระทู้ล่าสุด

#41
จัดฟันบางนา: ปัญหาช่องปากของผู้สูงอายุ

สุขภาพช่องปากและฟัน เป็นเรื่องที่เราต้องเอาใจใส่ดูแลให้มากเป็นพิเศษ หากเรารักษาความสะอาดของช่องปากและฟัน ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันตามมา เพราะถ้าหากเกิดปัญหาเกี่ยวกับช่องปากและฟันแล้ว ก็จะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก สำหรับปัญหาสุขภาพช่องปากนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาความสะอาดและพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วย

สำหรับปัญหาสุขภาพช่องปากและฟันของผู้สูงอายุที่มักพบได้บ่อย คือโรคปริทันต์ โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง ลุกลามเป็นโรคปริทันต์อักเสบ มีผลไปถึงเอ็นยึดฟันและกระดูกเบ้าฟัน ทำให้ฟันโยก ปัจจัยที่ทำให้โรครุนแรงขึ้นคือโรคทางระบบต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ยาที่ใช้รักษาโรค การสูบบุหรี่นั่นเอง ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันในผู้สูงอายุถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อคนเรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ก็จะตามมา เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และในกลุ่มผู้สูงอายุก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของการสูญเสียฟัน เพราะผู้สูงอายุ โดยปกติระบบต่าง ๆ ของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางเสื่อมถอย เช่นเดียวกันฟันและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในช่องปากก็เช่นเดียวกัน เมื่ออยู่ในวัยสูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพช่องปากและฟัน คือผิวเคลือบฟันจะมีความแข็งแกร่งลดลง หรือเปราะมากขึ้น และฟันอาจจะแตกบิ่นได้ง่ายเมื่อถูกกระแทกแรง ๆ สีของฟันจะเข้มขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้การสะท้อนแสงและความแวววาวลดลง นอกจากนี้เหงือก คือเหงือกจะร่น จากการสูญเสียการยึดเกาะของเยื่อปริทันต์ หรือเป็นโรคปริทันต์ ทำให้ฟันดูยาวขึ้น การแปรงฟันแบบผิดวิธีแบบถูไปมา หรือใช้แปรงสีฟันที่ขนแปรงแข็งเกินไปหรือขนแปรงเก่าจนแตก จะทำให้เหงือกร่นได้มากขึ้น รวมไปถึงเอ็นยึดปริทันต์ เอ็นยึดปริทันต์เป็นกลุ่มเนื้อเยื่อที่ช่วยยึดรากฟันไว้กับกระดูกเบ้าฟัน จะมีจำนวนน้อยลงและหย่อนประสิทธิภาพ


ถ้าเป็นโรคปริทันต์อักเสบ จะถูกทำลายได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ฟันโยกได้ง่ายและเร็วขึ้น และสุดท้ายกระดูกเบ้าฟัน จะมีความเปราะบางจากการสูญเสียแคลเซียม อาจแตกหักได้ง่าย ถ้าถูกกระแทกแรง ๆ ต่อมน้ำลาย  เซลล์ของต่อมน้ำลายที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำลายมีจำนวนน้อยลง ทำให้มักมีอาการปากแห้ง ซึ่งส่งผลให้มีกลิ่นปากด้วย นอกจากนี้ผู้สูงอายุมักเกิดภาวะกลืนลำบาก คือภาวะที่ผู้สูงอายุกลืนอาหารลงสู่ลำคอได้ยากกว่าปกติ อาการที่แพทย์หรือนักกิจกรรมบำบัดใช้ประเมินว่าผู้สูงอายุมีภาวะกลืนลำบาก ได้แก่ อาการกล้ามเนื้อรอบปากอ่อนแรง ริมฝีปากปิดไม่สนิทจนน้ำลายไหล ชอบเก็บอาหารไว้ที่กระพุ้งแก้มกล้ามเนื้อรอบปากขยับได้ช้าขณะเคี้ยว ภาวะกลืนลำบากอาจทำให้เกิดปัญหาในช่องปาก เช่น มีอาหารตกค้างบริเวณกระพุ้งแก้ม มีแผ่นคราบจุลินทรีย์สะสมในปริมาณมากฟันผุง่ายขึ้น มีโอกาสปากแห้งได้มากขึ้น และสำลักได้ง่าย ในการดูแลสุขภาพช่องปาก


สำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก ทำได้โดยแปรงฟันด้วยยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์เช่นเดียวกับผู้สูงอายุติดเตียงทั่วไป ควรจัดให้ผู้สูงอายุอยู่ในท่านั่งเอนหลัง ให้ศีรษะสูงจากพื้นโดยทำมุมประมาณ 30-45 องศา แล้วช่วยประคองบริเวณคอ จากนั้นสังเกตว่ามีอาหารค้างอยู่ที่กระพุ้งแก้มและลิ้นหรือไม่ หากมีให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ กวาดเศษอาหาร คราบต่าง ๆ เสมหะ หรือน้ำลายเหนียวออกให้มากที่สุด แล้วแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม และยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ บีบยาสีฟันเพียงเล็กน้อยโดยไม่ต้องจุ่มน้ำ คอยใช้ผ้าซับน้ำและน้ำลายเป็นระยะเมื่อแปรงเสร็จแล้วให้ใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดปากให้สะอาด

อย่างไรก็ตามในเรื่องของการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของผู้สูงอายุ ก็ต้องดูแลให้มากเป็นพิเศษ การเลือกใช้แปรงสีฟัน ก็ควรเลือกใช้แปรงที่มีด้ามจับได้ถนัดมือ มีความยาวที่พอเหมาะ มีขนแปรงที่นิ่ม และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน ในกรณีผู้สูงอายุที่มีปัญหากล้ามเนื้อมือ หรือไม่สามารถควบคุมการใช้มือในการแปรงฟันแบบธรรมดาได้ดี อาจแก้ไขได้โดยเลือกใช้แปรงสีฟันไฟฟ้าเพื่อผ่อนแรง หรืออาจจะใช้ไหมขัดฟันรวมด้วย สามารถเลือกใช้ตามขนาด ความกว้างของซอกฟัน ใช้ช่วยทำความสะอาดซอกฟัน


โดยใช้ควบคู่กับการแปรงฟัน การใช้จะดึงไหมขัดฟันออกมายาวประมาณ12 นิ้ว ใช้นิ้วกลาง พันแต่ละปลายไว้  ใช้นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้จับเส้นไหม ควรระมัดระวังอย่าให้บาดเหงือก กวาดถูไหมขัดฟันขึ้นลงในแนวดิ่งเพื่อขจัดเอาคราบจุลินทรีย์ออก เพราะฉะนั้น การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ควรที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพช่องปาก เพราะสุขภาพช่องปาก หากเป็นปัญหาแล้ว สามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของเราได้ ดังนั้น เราจ้องดูแลเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ หากคุณสนใจเข้ารับการตรวจช่องปาก สามารถติดต่อที่คลินิกได้ ทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาทางด้านทันตกรรม เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ จนทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไขได้ยาก

#42
การเลือกของตกแต่ง เฉพาะตัวสู่ดีไซน์ที่แตกต่างแต่เรียบง่าย

การแต่งบ้านในสไตล์ "เฉพาะตัวสู่ดีไซน์ที่แตกต่างแต่เรียบง่าย" คือการผสมผสานระหว่าง ความเป็นตัวตน ของผู้อยู่อาศัยเข้ากับ ความงามที่เรียบง่ายแต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ไม่เน้นความซับซ้อนหรือของตกแต่งที่เยอะเกินไป แต่เน้นที่คุณภาพ ความหมาย และการจัดวางที่ลงตัว


แนวคิดหลัก: เฉพาะตัวสู่ดีไซน์ที่แตกต่างแต่เรียบง่าย

เฉพาะตัว (Personal Touch): ของตกแต่งควรสะท้อนรสนิยม ความสนใจ ความทรงจำ หรือเรื่องราวของเจ้าของบ้าน ไม่ใช่แค่ซื้อตามเทรนด์ แต่เป็นของที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิต

แตกต่าง (Unique/Distinctive): แม้จะเรียบง่าย แต่ของชิ้นนั้นควรมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร อาจจะเป็นรูปทรง วัสดุ สีสัน หรือเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่ซ้ำใคร

เรียบง่าย (Simple): ไม่ซับซ้อน ไม่รกตา เน้นฟังก์ชันการใช้งาน (ถ้ามี) และความสวยงามของรูปทรงหรือพื้นผิวในตัวมันเอง การจัดวางก็ควรจะโปร่ง โล่งสบายตา

หลักการเลือกของตกแต่งให้ได้ดีไซน์เฉพาะตัวแต่เรียบง่าย

เน้นคุณภาพและวัสดุธรรมชาติ:

เลือกของที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เซรามิก หิน โลหะ หรือผ้าฝ้าย/ลินิน ที่มีคุณภาพดี

วัสดุเหล่านี้มักจะมี Texture และสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง ไม่ต้องมีลวดลายเยอะก็ดูสวยงามและให้ความรู้สึกอบอุ่น


รูปทรงที่น่าสนใจ (Form over Ornament):

มองหาของตกแต่งที่มีรูปทรงแปลกตา ไม่ซ้ำใคร แต่ยังคงความเรียบง่าย เช่น แจกันทรงเรขาคณิต, โคมไฟที่มีโครงสร้างโดดเด่น, หรือประติมากรรมขนาดเล็กที่มีเส้นสายสะอาดตา

ของชิ้นเดียวที่รูปทรงสวยงาม สามารถเป็นจุดเด่นของห้องได้โดยไม่ต้องมีของเยอะ


สีสันที่กลมกลืนแต่มีจุดเด่น:

ใช้โทนสีหลักของห้องเป็นสีกลางๆ (Neutral Colors) เช่น ขาว เทา เบจ น้ำตาล

เพิ่มสีสันด้วยของตกแต่งเพียง 1-2 ชิ้น ที่มีสีสดใสหรือสีที่ตัดกันเล็กน้อย เพื่อสร้างจุดโฟกัสและไม่ทำให้ห้องดูจืดชืดเกินไป


ของที่มีเรื่องราวและความหมาย:

ของที่ระลึกจากการเดินทาง (แต่ต้องเลือกชิ้นที่สวยงามและเข้ากับสไตล์ ไม่ใช่แค่ของที่ระลึกทั่วไป)

งานศิลปะจากศิลปินท้องถิ่น หรือภาพวาดที่สื่อถึงความสนใจ

ของเก่าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น (Heirlooms) ที่มีคุณค่าทางจิตใจ

ของเหล่านี้จะทำให้บ้านมีชีวิตชีวาและบอกเล่าเรื่องราวของเจ้าของบ้านได้


การจัดวางอย่างมีศิลปะ (Less is More):

ไม่จำเป็นต้องวางของเยอะๆ แต่เน้นการจัดวางอย่างตั้งใจ ให้แต่ละชิ้นมีพื้นที่หายใจ

จัดกลุ่มของตกแต่งที่มีความเกี่ยวข้องกัน (เช่น สีเดียวกัน, วัสดุเดียวกัน, หรือธีมเดียวกัน)

สร้างสมดุลในการจัดวาง ไม่ให้หนักไปทางใดทางหนึ่ง

ไอเดียของตกแต่งเฉพาะตัวแต่เรียบง่าย
งานเซรามิก/เครื่องปั้นดินเผา:

แจกัน/ภาชนะเซรามิกทำมือ: เลือกที่มีรูปทรงไม่สมมาตรเล็กน้อย หรือมี Texture ของเนื้อดิน/เคลือบที่น่าสนใจ วางคู่กับกิ่งไม้แห้งหรือดอกไม้เพียงไม่กี่ดอก

แก้ว/จานเซรามิกดีไซน์เฉพาะ: ใช้เป็นของตกแต่งบนชั้นวาง หรือใช้จริงในชีวิตประจำวัน


สิ่งทอ (Textiles):

ผ้าแขวนผนัง (Wall Hanging): เลือกแบบ Macrame (มาคราเม่) ที่มีลวดลายการถักที่ซับซ้อนแต่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ หรือผ้าทอที่มีลวดลาย Abstract/เรขาคณิตในโทนสีอ่อนๆ

หมอนอิง/ผ้าคลุมโซฟา: เลือกเนื้อผ้าที่มี Texture พิเศษ เช่น ผ้าลินินยับๆ, ผ้าถักนิตติ้ง, หรือผ้าฝ้ายทอมือ ในโทนสีที่กลมกลืนกับห้อง


งานศิลปะและของตกแต่งผนัง:

ภาพวาดลายเส้น (Line Art) หรือ Abstract Art: เลือกโทนสีที่เรียบง่าย หรือเป็นภาพขาวดำ ใส่กรอบไม้เรียบๆ

ภาพถ่ายส่วนตัว: พิมพ์ภาพถ่ายที่สื่อความหมายหรือเป็นช่วงเวลาพิเศษ ใส่กรอบไม้/โลหะเรียบๆ แล้วจัดวางอย่างมีศิลปะ

กระจกดีไซน์แปลกตา: เลือกกระจกที่มีกรอบรูปทรงเรขาคณิต หรือกรอบโลหะบางๆ


ของตกแต่งจากไม้/โลหะ:

ถาดไม้/ถาดโลหะ: สำหรับวางของใช้บนโต๊ะกาแฟ หรือโต๊ะข้างเตียง เลือกแบบที่มี Texture ของเนื้อไม้ หรือโลหะขัดด้าน

เชิงเทียน/โคมไฟ: เลือกแบบที่มีรูปทรงเรียบง่าย แต่มีดีไซน์ที่น่าสนใจ หรือใช้วัสดุที่โดดเด่น

ประติมากรรมขนาดเล็ก: รูปทรง Abstract หรือรูปทรงธรรมชาติที่ทำจากไม้แกะสลัก หรือโลหะขัดเงา


ต้นไม้และกระถาง:

กระถางต้นไม้ดีไซน์มินิมอล: เลือกกระถางเซรามิกสีขาว/เทา/ดำ หรือกระถางปูนเปลือย

ชนิดของต้นไม้: เลือกต้นไม้ที่มีรูปทรงใบสวยงาม หรือมี Texture ที่น่าสนใจ เช่น มอนสเตอร่า, ลิ้นมังกร, ยางอินเดีย, หรือต้นไม้ที่มีใบสีเขียวเข้มตัดกับกระถางสีอ่อน

การเลือกของตกแต่งบ้านแบบ "เฉพาะตัวสู่ดีไซน์ที่แตกต่างแต่เรียบง่าย" ไม่ใช่เรื่องของราคาแพงเสมอไป แต่เป็นเรื่องของ การเลือกอย่างตั้งใจ และ การจัดวางอย่างมีรสนิยม เพื่อให้บ้านของคุณเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความเป็นตัวคุณได้อย่างแท้จริง และน่าอยู่สำหรับทุกคนครับ
#43
จัดฟันบางนา: วิธีรับมือกับ "ฟันหัก" ให้ถูกต้อง ?

ฟันหัก คืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับฟันอย่างรุนแรง โดยสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และทุกครั้งเมื่อประสบอุบัติเหตุฟันหักมักมีอาการตื่นตกใจ จนไม่สามารถตั้งสติได้ว่าควรจะทำอะไรก่อน และอาจจะเป็นเหตุให้การรักษาของทันตแพทย์ยากขึ้นไปอีก จึงจำเป็นอย่างมากที่ท่านผู้อ่านจำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีการแก้ไขเมื่อเกิดฟันหักได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติที่สวยงามไปนั่นเอง

ในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ วิธีป้องกัน ดูแล และแก้ไข เมื่อเกิดอุบัติเหตุฟันหัก ด้วยขั้นตอนและวิธีที่ถูกต้องดังต่อไปนี้


ฟันหักเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ต้องบอกเลยว่าโดยปกติแล้ว เคลือบฟันเป็นส่วนที่มีความแข็งแรงมากๆ ที่คอยปกป้องฟันจากอันตรายต่างๆ ไม่ให้เกิดการหักได้ง่ายๆ โดยมีแร่ธาตุต่างๆ เป็นส่วนผสมในความแข็งแรง แต่ถึงอย่างไรก็ตามความแข็งแรงของเคลือบฟันก็ถือว่ามีขีดจำกัดเช่นกัน หากว่ามีการกระทบกระเทือนกระแทกที่รุนแรงมากๆ เช่น การหกล้มและฟันไปกระแทกพื้นรุนแรง หรือถูกกระแทกอย่างรุนแรงด้วยของแข็งที่ฟัน หรือการกัดแทะของที่มีความแข็งมากๆ ก็อาจจะทำให้เกิดฟันหักได้ ซึ่งฟันนั้นจะหักง่ายมากเข้าไปอีกสำหรับผู้ที่มีฟันผุร่วมด้วย


เมื่อฟันหักควรทำอย่างไร ?

การรักษาฟันหักจะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ หากว่าฟันหักเพียงบางส่วนเล็กน้อยก็สามารถที่จะทำการรักษาได้ทันที แต่ถ้าหากว่ามีความเสียหายรุนแรงหนักจนถึงเส้นประสาทฟัน ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จำเป็นที่จะต้องทำการรักษารากฟันก่อนเป็นอันดับแรก โดยในเบื้องต้นนี้หากว่าท่านเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นฟันหัก ควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

– สำหรับขั้นตอนแรกเลยถ้าหากว่าเริ่มมีอาการปวดหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุฟันหักควรรับประทานยาแก้ปวด และบ้วนปากด้วยน้ำเกลือเป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเบื้องต้น

–  หากว่าจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหาร ให้ทำการหลีกเลี่ยงการกัดหรือบดเคี้ยวอาหารบริเวณที่ฟันหัก หรือควรรับประทานอาหารที่ไม่ต้องใช้แรงในการบดเคี้ยว เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรืออาหารนุ่มๆต่างๆ

– หากว่าในขณะที่กำลังจะไปพบทันตแพทย์หลังจากประสบอุบัติเหตุฟันหัก โดยฟันที่หักมีลักษณะแหลมคม ให้ทำการนำหมากฝรั่งไร้น้ำตาลมาคลุมในส่วนที่ฟันหัก เพื่อไม่ให้ฟันซี่ที่หักไปบาดลิ้นหรือบาดเนื้อเยื่อในช่องปาก

– เมื่อเกิดอุบัติเหตุฟันหัก ควรรีบหาเศษฟันที่หักให้เจอโดยเร็วที่สุด และทำความสะอาดให้เรียบร้อย พร้อมกับให้ทำการแช่ฟันที่หักไว้ในนมจืด เพื่อเป็นการรักษาสภาพฟัน และให้รีบไปหาทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะหากว่าทันเวลาอาจจะใช้กาวต่อฟันในการรักษาเพื่อใส่ฟันที่หักกลับคืนไปเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ถ้าหากว่าหาเศษฟันที่หักไม่พบ ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องใช้การซ่อมแซมด้วยวัสดุอุดฟัน หรือทำการครอบฟัน

– ถ้าหากว่าผู้ที่ประสบอุบัติเหตุฟันหักเป็นเด็กเล็ก ที่ฟันยังเป็นฟันน้ำนมอยู่ขอบอกเลยว่านี่คือเรื่องสำคัญมากที่ห้ามละเลยโดยเด็ดขาด เพราะ การสูญเสียฟันน้ำนมก่อนเวลาที่เหมาะสมอาจจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาเรื่องการออกเสียง การรับประทานอาหาร รวมถึงสุขภาพช่องปากในอนาคตหากว่าไม่รีบทำการแก้ไข ดังนั้นหากว่าฟันน้ำนมของเด็กเล็กๆหัก ผู้ปกครองควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าเริ่มมีอาการปวดบวม หรือฟันเริ่มเปลี่ยนสีผิดปกติ หรือมีไข้ขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้รีบเข้าพบทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด แต่หากในกรณีที่มีอาการเลือดไหลออกมาด้วยในบริเวณฟันซี่ที่หัก ให้นำผ้าก๊อซมากดห้ามเลือด และใช้ถุงน้ำแข็งมาประคบเพื่อลดอาการบวม และให้รับประทานยาแก้ปวดสำหรับเด็กตามความเหมาะสม

ซึ่งการรักษาอาการฟันหักในเด็กเล็กที่ยังเป็นฟันน้ำนมทันตแพทย์จะนัดเพื่อตรวจดูอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และอาจจะซ่อมแซมด้วยวัสดุทางทันตกรรม แต่ถ้าหากว่าฟันที่หักมีอาการโยกผิดปกติ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจจะต้องทำการถอนฟันซี่นั้นออก เพื่อไม่ให้เกิดการหลุดในขณะที่นอนหลับหรือตอนทำกิจกรรมต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสำลักเมื่อเกิดฟันหลุดจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือวิธีที่ควรทำเมื่อเกิดอุบัติเหตุฟันหัก เพราะ บางทีเมื่อทำได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนตามวิธีที่แนะนำ อาจจะทำให้การรักษานั้นง่ายขึ้น และท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องสูญเสียฟันแท้ที่สวยงามตามธรรมชาติไปนั่นเอง
#44
3 จุดสำคัญในโรงงานที่ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อน

ผู้ประกอบการหลายๆ คนมักมองข้ามการติดตั้ง ฉนวนกันความร้อน เพราะรู้สึกว่าเป็นการลงทุนที่สิ้นเปลือง มองไม่เห็นผลประโยชน์ชัดเจนที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจ และรู้สึกว่าเลือกที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศแทนดีกว่า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การติดตั้งฉนวนกันความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม มีผลดีต่อธุรกิจอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ประหยัดไฟได้โดยตรงแล้ว

ยังส่งผลทำให้เครื่องจักรต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ชำรุดเสียหายง่ายอีกด้วย ทั้งนี้ ในพื้นที่โรงงานนั้น มีจุดที่ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนอยู่สำคัญๆ 3 จุดด้วยกัน ได้แก่


1.บริเวณหลังคาโรงงานอุตสาหกรรม

ถือเป็นพื้นที่รับแสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และถูกแสงแดดสาดส่องตลอดทั้งวัน จึงทำให้สะสมความร้อนเอาไว้มากและแพร่กระจายเข้าสู่ภายในโรงงาน ทำให้อุณหภูมิภายในโรงงานอุตสาหกรรมร้อนอบอ้าวได้ง่าย ยิ่งกับหลังคาเหล็กที่ดูดซับความร้อนได้ดีแล้ว ก็ยิ่งทำให้โรงงานมีโอกาสร้อนมากขึ้น

ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของเครื่องจักรและเครื่องปรับอากาศโดยตรง ที่ต้องทำงานหนักขึ้น กินไฟมากขึ้น และเสี่ยงชำรุดเสียหายได้ง่าย หากยังปล่อยให้หลังคาโรงงานดูดซับความร้อนเป็นจำนวนมาก

แนวทางแก้ไข: ติดตั้งฉนวนกันความร้อน อาทิ ฉนวนกันความร้อนสำหรับหลังคาโรงงาน ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนที่สะสมบริเวณหลังคาทะลุผ่านมาได้ ทำให้บรรยากาศในโรงงานเย็นสบายมากขึ้น เครื่องจักรและเครื่องปรับอากาศทำงานเบาลง ประหยัดไฟได้มากขึ้น


2.ระบบปรับอากาศของโรงงานอุตสาหกรรม

สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะใช้ระบบปรับอากาศแบบท่อ ซึ่งก่อให้เกิดความร้อนได้มาก ยิ่งบวกรวมกับความร้อนจากภายนอกสะสมเข้าไปด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ระบบปรับอากาศมีความร้อนสูงขึ้น

ทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ จากที่ควรจะเป็นลมเย็น ก็กลายเป็นลงร้อนแทน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานที่อาจเกิดชำรุดเสียหายได้เร็วกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งยังสิ้นเปลืองพลังงานอีกด้วย

แนวทางแก้ไข: ติดตั้งฉนวนกันความร้อนสำหรับระบบปรับอากาศ ที่มีทั้งฉนวนสำหรับบุในท่อลม และหุ้มท่อลมด้านนอก ซึ่งจะช่วยกันความร้อนทั้งจากภายในและภายนอกได้ดีขึ้น ช่วยรักษาอุณหภูมิในท่อระบบปรับอากาศให้มีความเย็นสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งาน และช่วยให้ประหยัดไฟได้มากขึ้น


3.เครื่องจักรต่างๆ ภายในโรงงาน

นอกจากหลังคา และระบบปรับอากาศแล้ว อีกจุดพื้นที่สำคัญที่ควรติดตั้งฉนวนกันความร้อนในโรงงาน ก็คือ บริเวณตัวเครื่องจักร และห้องเครื่องจักร เพราะเราต้องไม่ลืมว่า เครื่องจักรจะต้องทำงานตลอดเวลา และใช้ระบบไฟฟ้าจำนวนมากในการขับเคลื่อน ยิ่งมีการผลิตมากเท่าไร เครื่องจักรก็ยิ่งทำงานหนักและปล่อยความร้อนออกมามากขึ้น

ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้บรรยากาศภาพรวมของโรงงานร้อนขึ้นได้แล้ว ก็ยังส่งผลโดยตรงต่อสภาพความสมบูรณ์ของเครื่องจักรที่เสี่ยงชำรุดเสียหายได้ง่ายมากขึ้นด้วยหากใช้งานหนักและมีความร้อนสูงเกินไป

แนวทางแก้ไข: ติดตั้งฉนวนกันความร้อนสำหรับงานทนอุณหภูมิสูงให้กับเครื่องจักร หรือห้องเครื่องจักร ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแบบม้วนและแบบแผ่น ใช้สามารถปรับใช้กับลักษณะการใช้งานได้สะดวก ซึ่งเมื่อติดตั้งแล้วก็จะช่วยลดระดับความร้อนได้มากขึ้น ส่งผลทำให้อุณหภูมิในห้องเครื่องจักรเย็นขึ้น เครื่องจักรทำงานสบายขึ้น ประหยัดไฟได้มากขึ้น

ฉนวนกันความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมได้รับการคิดค้นขึ้นมาให้ใช้งานกับโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ ผลิตจากฉนวนใยแก้วที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้
#45
บริหารจัดการอาคาร: การอบโอโซนภายในบ้าน เพื่อฆ่าเชื้อโรค

ความสะอาดและสุขอนามัยในครัวเรือน เป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องคำนึงถึง เพราะบ้านเป็นสถานที่ที่อยู่อาศัยและพักผ่อนของเรา และเป็นที่ที่เราอยู่ทุกวันจึงจำเป็นที่จะต้องมีความสะอาดอยู่เสมอ เพราะไม่อย่างนั้น จะทำให้สุขภาพของคนในบ้านไม่ดี เจ็บป่วยได้ง่าย เเต่การทำความสะอาดบ้านเเบบทั่วไป อาจไม่เพียงพอในการชำระและฆ่าเชื้อโรคที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในบ้าน

โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กอาจจะส่งผลเสียต่อตัวเด็กในได้อนาคต ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าบ้านจะปลอดภัยปราศจากเชื้อโรค เราก็ควรจะต้องกำจัดเจ้าตัวเชื้อโรคนี้ออกไป เราควรจะกำจัดเชื้อโรคภายในบ้านให้สะอาดและปลอดภัย ยิ่งในตอนนี้มีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นเชื้อที่กำลังระบาดและเป็นอันตรายมากในขณะนี้ ยิ่งคนเราออกไปทำงานนอกบ้าน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ได้เอาเชื้อโรคจากภายนอกเข้ามาในบ้านของเรา

ซึ่งวิธีการที่จะทำให้ภายในบ้านปลอดเชื้อโรคได้นั้น ก็คือ การพ่นฆ่าเชื้อโรค หรือถ้าบ้านมีขนาดไม่ใหญ่มาก ก็ควรที่จะอบโอโซนภายในบ้านเพื่อให้ทุกคนในบ้านได้ปลอดภัยจากเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในบ้านของเรา ดังนั้น วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของการอบโอโซนภายในบ้าน เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่เป็นต้นตอของการเกิดปัญหาสุขภาพ

สำหรับการอบโอโซน ถือว่าเป็นนวัตกรรมการฆ่าเชื้ออย่างหนึ่ง โดยมนุษย์สามารถผลิตก๊าซโอโซนขึ้นมาเองได้ นอกจากที่มีอยู่เองตามธรรมชาติแล้ว และก็จะนำก๊าซโอโซนที่ได้มาอบฆ่าเชื้อ โดยที่โอโซนจะเข้าไปจับโมเลกุลของสารปนเปื้อนและทำการย่อยสลายและทำลายโดยการเปลี่ยนโครงสร้างของสารนั้น ทั้งนี้ โอโซนเป็นก๊าซที่มีโครงสร้างเสถียร ซึ่งหลังจากทำปฏิกิริยา โอโซนจะแปรสภาพกลับเป็นก๊าซออกซิเจน

จึงมั่นใจได้ว่าโอโซนจะไม่เป็นอันตราย หรือส่งผลกระทบใด ๆ ต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับคุณสมบัติในการขจัดเชื้อโรคนั้น เมื่อก๊าซโอโซนไปจับกับตัวเชื้อโรคจะเกิดการแตกตัวเป็น O + O2 และออกซิเจน อะตอมนี้เองที่จะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ ทำให้เชื้อโรคทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียสลายไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้จะเกิดขึ้น หลังจากที่ทำการปล่อยโอโซนอบไว้ในห้อง 2-3 ชั่วโมง แม้ว่าโอโซนจะเป็นรูปแบบหนึ่งของออกซิเจน และมีสภาพเป็นพิษเมื่อมีความเข้มข้นมากกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลิตรในอากาศ

แต่เมื่อปิดเครื่องผลิตโอโซนและปล่อยห้องทิ้งไว้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง โอโซนภายในห้องจะสลายจาก O3 เป็น O2 จึงรับรองว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยแน่นอน อย่างไรก็ตาม การอบโอโซน เหมาะสำหรับพื้นที่ปิดเท่านั้น แม้จะสามารถใช้กับสถานที่ที่คนพลุกพล่านได้ เช่น ศูนย์การค้า ร้านอาหาร สำนักงาน แต่ตอนทำการอบฆ่าเชื้อ จะต้องนำคนและสิ่งมีชีวิตออกจากพื้นที่และหลังจากการอบฆ่าเชื้อแล้วเป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมงค่อยเปิดใช้งานสถานที่ได้เป็นปกติ ถึงแม้ว่าจะทำการพ่นฆ่าเชื้อโรคแล้ว

เราก็ยังต้องดูแลรักษาความสะอาดในพื้นที่เป็นอย่างดี หากเป็นพื้นที่เปิดอาจมีการพ่นใช้ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (H2O2) ควบคู่เพื่อให้มั่นใจ หมั่นทำความสะอาดพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ จึงจะสามารถป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ  รวมทั้งเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อดีของการอบโอโวน ก็คือ ไม่มีสารตกค้าง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเก็บห้องเพื่อเตรียมอบโอโซน และยังสามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ แถมมีราคาที่ไม่แพงด้วย แต่ทั้งนี้ การอบโอโซน ก็ไม่เหมาะกับพื้นที่ขนาดใหญ่

 หากใครสนใจอยากจะทำการอบโอโซนหรือพ่นฆ่าเชื้อโรคภายในอาคารบ้านเรือน ก็สามารถปรึกษาเราได้ เพราะให้บริการ ทำความสะอาดในลักษณะงานที่หลากหลาย มีผู้เชี่ยวชาญด้านทำความสะอาดในด้านต่าง ๆ และสามารถออกแบบรูปแบบงานเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรนั้น ๆได้อย่างมืออาชีพ

นอกจากนี้ ทางเรายังให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในการเข้าดำเนินงาน โดยมีการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล PPE การฝึกอบรมการทำงานภายใต้เงื่อนไข และข้อจำกัดในแต่ละองค์กรอย่างต่อเนื่อง ควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน ทั้งนี้ ทางเรายังมีบริการ บริการทำความสะอาดภายใน ห้องพักผู้ป่วยและสำนักงาน ทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง งานซักรีด ตัดแต่งสวนและภูมิทัศน์ บริการกำจัดแมลง เพื่อให้ลูกค้าได้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยจากเชื้อโรค เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขเมื่ออยู่ในบ้าน
#46
ศูนย์ข้อมูลโควิด-19: โควิดระลอกใหม่ อยู่อย่างไร...ให้รอด

เนื่องจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ดูจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยอดติดเชื้อสะสมในแต่ละวันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับรอบก่อนๆ และด้วยโรคโควิด-19 นั้น ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย ติดได้กับทุกคน นอกจากการใช้ชีวิตแบบ New Normal แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 'วัคซีน' คือความหวังก้อนใหญ่ของประชาชนคนไทยอยู่ในขณะนี้

เราต้องอยู่กับ โควิด-19 ไปอีกนานแค่ไหน

หากดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น โรคโควิด-19 น่าจะอยู่กับเราไปอีกประมาณ 1 ปี ทั้งนี้ หากประชากรทั้งโลกสามารถฉีดวัคซีนได้มากกว่า 70% ของประชากรทั้งหมด ก็จะกระตุ้นให้เกิด 'ภูมิคุ้มกันหมู่' (Herd Immunity) อย่างน้อยภูมิต้านทานของเราน่าจะต่อสู้กับเชื้อโควิด-19 ได้บ้าง และถ้าหากประชากร 70% เหล่านั้นได้รับวัคซีนอย่างทันท่วงทีกับไวรัสที่มีการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ ก็หวังได้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 จะสงบลงได้

หากคำนวนจากจำนวนประชากรทั้งโลกที่มีมากกว่า 7,000 ล้านคน ขณะนี้ความเร็วในการฉีดวัคซีนทั่วโลกนั้นมีเพียงแค่วันละ 15 ล้านโดส ซึ่งเทียบเท่ากับฉีดได้วันละ 7 ล้านคนเท่านั้น หากต้องการฉีดให้ครบ 7,000 ล้านคน ก็ต้องใช้เวลาถึง 1,000 วันเลยทีเดียว (ประมาณ 3 ปี) เพราะฉะนั้น ถ้าหากต้องการให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่เร็วขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความเร็วในการฉีดให้เร็วกว่านี้ นั่นคือ การฉีดจำนวนโดสให้มากขึ้นในแต่ละวันเพื่อย่นระยะเวลาการฉีดให้น้อยลง
เราอยู่ส่วนไหนของการระบาด

เมื่อมีข่าวว่าคนใกล้ชิดมีการติดเชื้อโควิด-19 นั้น หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าตัวเองมีความเสี่ยงมากแค่ไหน ทั้งนี้ สามารถอธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

    วง 1: สมมติว่ามีคนหนึ่งเป็นผู้ป่วย (นาย ก) และมีคนเข้าไปใกล้หรือสัมผัสนาย ก ก็จะเรียกคนๆ นั้นว่า ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (นาย ข) คือ เคยอยู่ใกล้กันในพื้นที่แคบๆ รัศมีประมาณ 1 เมตร พูดคุยกันต่อเนื่องนาน 15 นาที โดยที่ใส่หรือไม่ใส่แมสก์ก็ตาม ทั้งนี้ แนะนำให้ ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง (นาย ข) กักตัว 14 วัน ไม่ใกล้ชิดกับใคร ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และตรวจหาเชื้อในวันที่ 5 หลังสัมผัสผู้ป่วยครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ตรวจก่อนถึงวันที่ 5 หลังจากสัมผัสผู้ป่วยครั้งแรก เพราะตรวจแล้วอาจพบผลลบลวงเนื่องจากเชื้อยังอยู่ในระยะฟักตัว จึงตรวจแล้วไม่พบเชื้อ ยิ่งไปกว่านั้น หากพบผลลบลวงนี้อาจคิดได้ว่าตัวเองไม่มีเชื้อโควิด-19 และออกไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ทั้งที่ตัวเองมีเชื้ออยู่ จึงอาจเป็นการแพร่กระจายเชื้อโดยไม่รู้ตัวได้

    วง 2: ผู้ที่มาสัมผัสใกล้ชิดคนที่อยู่ในวง 1 อีกที โดยไม่ได้สัมผัสกับคนที่มีเชื้อ (นาย ก) โดยตรง เรียกว่าเป็น ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ (นาย ค) โดยอาจจะแค่เดินผ่าน พูดคุยไม่ถึง 1 นาทีโดยมีการสวมหน้ากากแต่ไม่ได้สัมผัสกัน อยู่ห่างกัน 1-2 เมตร หรือเป็นเพื่อนร่วมงานกับคนในวง 1 เท่านั้น แนะนำให้ ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ (นาย ค) สวมหน้ากาก หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรือพื้นที่เสี่ยง และสังเกตอาการ 14 วัน แต่ไม่ต้องกักตัว

    วง 3: ผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงจากผู้ป่วยรายนี้  อาจเป็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน อยู่ในคอนโดเดียวกัน  เบื้องต้นแนะนำให้สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ และเว้นระยะห่าง เพื่อป้องกันตัวเอง แต่ไม่ต้องกักตัว

กักตัวที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย

ปัญหาจำนวนเตียงไม่พอ ถือว่าเป็นปัญหาหลัก ณ ขณะนี้ (26 เมษายน 2564) เพราะว่ามีคนที่ตรวจแล้วเจอผลเป็นบวกจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ในขณะที่ในโรงพยาบาลแต่ละแห่งมีจำนวนเตียงจำกัด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราสามารถทำได้ คือ หากตรวจแล้วได้ผลเป็นบวก ยังประสานหาสถานที่กักตัวไม่ได้ เช่น ไม่มีเตียง เตียงเต็ม หรือสถานที่กักตัวทางเลือกอื่นไม่ว่าง สามารถดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านไปก่อน รับประทานยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ (หากมีอาการ) ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยประมาณ 3 ลิตรต่อวัน อาจจะใส่น้ำผึ้งมะนาวได้ รับประทานวิตามินซีเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันก็สามารถทำได้ และรับประทานอาหารผัก ผลไม้ อาหารที่มีประโยชน์ ร่วมกับการสังเกตอาการของตัวเอง

นอกจากนั้นแล้ว ต้องมีการแยกพื้นที่ในบ้านอย่างชัดเจน อยู่ห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร ไม่ใช้ของใช้จำพวกจาน ช้อน ส้อม แก้วน้ำร่วมกัน แต่หากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำร่วมกันกับคนในบ้าน สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ความสะอาดของจุดสัมผัส ซึ่งจุดสัมผัสที่พบเชื้อได้เยอะ เช่น ลูกบิดประตู ซิงค์น้ำ ก๊อกน้ำ หรือฝักบัวนั้น หากใช้เสร็จแล้ว ให้เอาแผ่นแอลกอฮอล์ ทิชชู่เปียกที่พ่นแอลกอฮอล์ หรือผ้าชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ เช็ดทำความสะอาด และแยกเวลาการใช้ห้องน้ำกับผู้อื่นในบ้าน รวมถึงหากทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ก่อนกดชักโครกให้ปิดฝาชักโครกก่อนแล้วค่อยกด เนื่องจากมีรายงานว่าหากมีเชื้อโควิด-19 ปะปนออกมากับปัสสาวะ เชื้ออาจมีการฟุ้งกระจายได้หากเรากดชักโครกโดยไม่ปิดฝาชักโครก
อาการของเชื้อระลอกนี้เป็นอย่างไร และอาการแบบไหนควรรีบปรึกษาแพทย์

อาการแสดงเริ่มแรกจากการติดเชื้อโควิด-19 ในระลอกนี้คือ มีไข้สูง ถ้าไม่มีไข้ในวันแรก ก็อาจจะมีไข้ในวันที่ 4 หรือ 5 และปวดเมื่อยตามร่างกาย จากนั้นบางคนก็อาจจะมีอาการที่รุนแรงขึ้น เช่น ปวดเนื้อปวดตัว ปวดไปถึงกระดูก ไอเยอะขึ้น เจ็บคอ หายใจติดขัด หรือหายใจแล้วรู้สึกแน่นหน้าอก อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกว่าอาการเริ่มหนัก ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ทั้งนี้ ในทางกลับกัน หากตรวจแล้วมีผลเป็นบวกและไม่มีอาการแสดงหรือมีแต่น้อยมาก เช่น อาการเหมือนเป็นหวัดธรรมดา ไม่มีไข้ ปัจจุบันก็มีทางเลือกอื่นในการกักตัว โดยมีลักษณะเป็น Hospitel ซึ่งหลักการของ Hospitel  คือ จะมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลประจำที่ Hospitel เพื่อเช็คอุณหภูมิหรือประเมินอาการเบื้องต้นในแต่ละวัน หากพบความผิดปกติจะส่งผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาลทันที

ระหว่างไข้หวัดธรรมดา กับ โรคโควิด-19 ต่างกันอย่างไร

อาการไข้หวัดธรรมดา คือ มีน้ำมูกใส ไข้ต่ำๆ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ไม่เกิน 37.8 องศาเซลเซียส มีอาการไอนิดหน่อย เจ็บคอบ้าง จะเป็นเค่ 3-5 วันก็หาย และมักไม่มีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว

ส่วนอาการของโรคโควิด-19 อย่างที่กล่าวไปข้างต้น คือ มีไข้สูง 37.8 องศาเซลเซียสขึ้นไป ปวดเมื่อยเนื้อตัวเยอะเหมือนไข้หวัดใหญ่ บางคนปวดถึงกระดูก เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอ ในระลอก 3 มีอาการที่เพิ่มขึ้นมา คือ ตาแดง มีผื่นแดงเป็นปื้นๆ คล้ายผื่นลมพิษ (พบประมาณ 10%) บริเวณแขน ขา ลำตัว บางคนมีตุ่มน้ำใสคล้ายๆ อีกสุกอีใส

วิธีการรักษาผู้ป่วยโควิด-19

ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 เมษายน 2564) ยังไม่มียาต้านไวรัสที่เฉพาะกับเชื้อโดยตรง แต่จะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น เมื่อมีไข้ก็รับประทานยาลดไข้ หากมีอาการไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น

แต่หากมีอาการมากขึ้น เช่น เอกซเรย์ปอดแล้วเริ่มเห็นความผิดปกติ มีไข้สูง ร่วมกับการมีโรคประจำตัว เช่น โรคปอด โรคไต โรคตับ หรือโรคทางหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือแม้กระทั่งคนที่ตั้งครรภ์อยู่ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ต้องรีบติดต่อโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษา แพทย์จะให้การรักษาทางยาซึ่งมีทั้งยาฉีดและยารับประทาน ทั้งหมดนี้เป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์

อาการข้างเคียงหรือ อาการแพ้หลังจากฉีดวัคซีน

เนื่องจากตัวโรคและวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเรื่องที่ใหม่มาก ยังมีข้อมูลให้อ่านและศึกษาได้น้อย จึงเป็นธรรมดาที่จะเกิดความกลัวและไม่มั่นใจในการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ แพทย์แนะนำว่า หากมีโอกาสฉีดวัคซีนก็สามารถฉีดได้ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้ออะไร เพราะอย่างไรก็ตามการได้รับวัคซีนก็ยังดีกว่าการไม่ได้รับวัคซีน เนื่องจากหากได้รับวัคซีนแล้ว อย่างน้อยก็สามารถป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อได้มากกว่า 50% อีกทั้งวัคซีนแต่ละตัวก็มีความปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยมาก หลังการฉีดคนไข้อาจรู้สึกปวดเมื่อยในตำแหน่งที่ฉีด อ่อนเพลีย ง่วงนอน หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งจะเป็นประมาณ 1 – 2 วันเท่านั้น และอย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า เราต้องทำการฉีดให้ได้ 70% ของประชากรทั้งโลก ถึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) และจะสามารถป้องกันตัวโรคได้ ดังนั้น หากเราเร่งฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด เราก็สามารถที่จะป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ได้มากที่สุดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ในขณะนี้ (23 เมษายน 2564) ยังไม่พบหลักฐานพิสูจน์ว่ามีการเสียชีวิตจากการแพ้วัคซีน แต่อย่างไรก็ตามก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่มีน้อยมากๆ เพียงแค่ 1 ในล้านโดสเท่านั้น

การฉีดวัคซีนกับการติดเชื้อซ้ำ

เพราะฉะนั้นจึงยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ แต่การที่เราฉีดวัคซีน จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ และลดความรุนแรงของโรคเมื่อเราติดเชื้อซ้ำได้ ส่งผลให้เมื่อเกิดการติดเชื้อซ้ำอาการอาจไม่รุนแรงหรือไม่มีอาการเลย

เนื่องจากหากมีการฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ และสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ ล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่างอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องมีการรวมกลุ่มกันจำนวนมาก สถานที่แออัด ผู้คนพลุกพล่าน หรือการเที่ยวผับ/บาร์ต่างๆ เนื่องจากเป็นสถานที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท มีการตะโกนคุยกัน ทั้งหมดนี้ถือเป็นความเสี่ยงให้เกิดการติดเชื้อได้
วัคซีนไข้หวัดใหญ่และวัคซีนโควิด-19 ควรเว้นระยะห่างกันนานแค่ไหน

ควรเว้นระยะห่างประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ฉีดพร้อมกัน เพราะหากเกิดอาการข้างเคียง จะไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากวัคซีนตัวไหน

สุดท้ายแล้ว เราควรสังเกตตัวเองว่าเคยมีประวัติสัมผัสกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ และคอยตรวจเช็คอาการของตัวเองอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นแดงเป็นปื้นๆ ขึ้น ไม่ต้องตกใจ เพราะการมีผื่นขึ้นหรือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคโควิด-19 เพราะโรคโควิด-19 นั้นจะมีอาการแสดงหลายอย่างร่วมกัน เช่น มีผื่นขึ้นร่วมกับการมีไข้สูงและมีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวด้วย และทำการสังเกตอาการตัวเองคู่ขนานไปกับการดูประวัติด้วยว่าเคยมีประวัติสัมผัสกลุ่มเสี่ยงมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและเหตุผลด้านอื่นๆ หากจะให้เกิดการล็อคดาวน์ทุกครั้งที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ก็คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้น การกลับมาใช้ชีวิตประจำวันแบบ New Normal เว้นระยะห่าง สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และสำคัญที่สุดคือการได้รับวัคซีนเสริมสร้างเกราะป้องกันเชื้อโควิด-19 ทั้งหมดนี้จะเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายและเพื่อให้การระบาดของโรคหมดไปในท้ายที่สุด

#47
Doctor At Home: แผลเพ็ปติก (Peptic ulcer)

แผลเพ็ปติก* หมายถึง แผลที่เกิดบนเยื่อบุกระเพาะอาหาร (stomach) ซึ่งเรียกว่า โรคแผลกระเพาะอาหาร หรือแผลจียู (gastric ulcer/GU) หรือแผลที่เยื่อบุลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) ซึ่งเรียกว่า โรคแผลลำไส้เล็กส่วนต้น หรือแผลดียู (duodenal ulcer/DU)

แผลเพ็ปติกเป็นโรคที่พบได้บ่อย ประมาณร้อยละ10-20 ของคนทั่วไปจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต

แผลลำไส้เล็กส่วนต้น (ดียู) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-4 เท่า และพบมากในช่วงอายุประมาณ 30-55 ปี ขณะที่แผลกระเพาะอาหารพบในผู้ชายพอ ๆ กับผู้หญิง และพบในช่วงอายุประมาณ 55-70 ปี แต่ทั้ง 2 โรคนี้ก็สามารถพบได้ในคนทุกวัย

*เดิมนิยมเรียกว่า โรคกระเพาะ โดยวินิจฉัยจากอาการแสดง คือ ปวดท้องตรงยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ที่เกิดก่อนหรือหลังอาหาร (หิวแสบ-อิ่มจุก) เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันพบว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่จำเพาะว่าเกิดจากแผลเพ็ปติกเสมอไป ต้องอาศัยการตรวจโดยการใช้กล้องส่อง หรือเอกซเรย์โดยการกลืนแป้งแบเรียม จึงจะแยกสาเหตุได้ชัดเจน ดังนั้น คำว่า "โรคกระเพาะ" จึงมีความหมายไกล้เคียงกับคำว่า "อาหารไม่ย่อย" ในที่นี้จึงขอใช้คำว่า "แผลเพ็ปติก" ในการเรียกชื่อโรคแผลกระเพาะอาหาร และแผลลำไส้เล็กส่วนต้น

สาเหตุ

แผลเพ็ปติก เกิดจากความเสียสมดุลระหว่างปริมาณกรดที่หลั่งในกระเพาะอาหาร กับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้  ถ้าหากมีการหลั่งกรดมากเกิน หรือความต้านทานต่อกรดลดลงก็ทำให้เกิดแผลเพ็ปติกขึ้นได้ ในปัจจุบันพบว่าสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลเพ็ปติกได้แก่

1. การติดเชื้อเอชไพโลโร (H.pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบ เชื้อนี้สามารถติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ แล้วเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะอาหาร ในระยะแรกอาจทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งจะเป็นเรื้อรังนานเป็นแรมปีหรือนับเป็นสิบ ๆ ปี ต่อมาทำให้กลายเป็นแผลลำไส้เล็กส่วนต้น (พบเชื้อนี้ในผู้ที่เป็นแผลชนิดนี้ถึงร้อยละ 95-100) หรือแผลกระเพาะอาหาร (พบเชื้อนี้ในผู้ที่เป็นแผลชนิดนี้ถึงร้อยละ 75-85)

ในการติดตามผลการรักษาผู้ป่วยแผลเพ็ปติกด้วยการใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะลำไส้ พบว่า การรักษาโรคแผลเพ็ปติกโดยวิธีดั้งเดิม (ให้ยาลดกรดและยาลดการสร้างกรด) นั้น ผู้ป่วยจะมีแผลกำเริบถึงร้อยละ 70-85 ใน 1 ปี แต่ในกลุ่มที่ได้ยาปฏิชีวนะกำจัดเชื้อเอชไพโลไรตามวิธีการรักษาแนวใหม่จะมีแผลกำเริบน้อยกว่าร้อยละ 5 ใน 1 ปี ดังนั้น ในวงการแพทย์ปัจจุบันจึงยอมรับว่า เชื้อนี้เป็นตัวการสำคัญของโรคแผลเพ็ปติกถึงแม้จะยังไม่มีความชัดเจนในกลไกของการทำให้เกิดแผลเพ็ปติกจากเชื้อนี้ก็ตาม บ้างสันนิษฐานว่าเชื้อชนิดนี้ทำให้กลไกในการต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารลดลง

2. การใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ได้แก่ แอสไพริน และกลุ่มยาแก้ปวดข้อ (เช่น อินโดเมทาซิน ไอบูโพรเฟน นาโพรเซน เป็นต้น) พบว่าผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้เป็นประจำจะมีโอกาสเป็นแผลกระเพาะอาหารร้อยละ 10-30 และแผลลำไส้เล็กส่วนต้นร้อยละ 2-20 และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน (เช่น เลือดออก แผลทะลุ) มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยากลุ่มนี้ถึง 3 เท่า ประมาณร้อยละ 1-2 ของผู้ใช้ยากลุ่มนี้เป็นประจำจะเกิดภาวะแทรกซ้อนภายใน 1 ปี ทั้งนี้เพราะยากลุ่มนี้ทำลายกลไกในการต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ (โดยการยับยั้งไม่ให้กระเพาะหลั่งเมือกออกมาปกคลุมเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้) นอกจากนี้ ยากลุ่มนี้บางตัวยังมีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งระคายต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้โดยตรง

กลุ่มที่เสี่ยงต่อการเกิดแผลเพ็ปติกจากยากลุ่มนี้ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ในขนาดสูง ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้นาน ๆ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับสเตียรอยด์ ผู้ที่มีประวัติเป็นแผลเพ็ปติกมาก่อน ผู้ที่มีภาวะเจ็บป่วยรุนแรง

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ บางอย่างอาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคนี้ แต่บางอย่างอาจไม่มีความสัมพันธ์โดยตรง เช่น

    ประวัติการมีญาติพี่น้องเป็นแผลเพ็ปติก (อาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้นเป็น 3 เท่า
    การสูบบุหรี่ เพิ่มโอกาสของการเป็นแผลลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้การรักษาได้ผลช้า และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น
    ผู้ที่มีเลือดกลุ่มโออาจเสี่ยงต่อการเป็นแผลลำไส้เล็กส่วนต้นมากกว่าปกติ
    ความเครียดทางอารมณ์ ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าเป็นสาเหตุของการเกิดแผลเพ็ปติกโดยตรงแต่พบว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้เป็นแผลกำเริบได้
    แผลลำไส้เล็กส่วนต้น ยังอาจพบร่วมกับโรคอื่น ๆ เช่น ภาวะต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน (hyperparathyroidism ซึ่งจะมีภาวะแคลเซียมสูง และแคลเซียมกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมาก) กลุ่มอาการซอลลิงเกอร์-เอลลิสัน (Zollinger-Ellison syndrome ซึ่งเป็นเนื้องอกในตับอ่อนและลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้มีการหลั่งกรดและน้ำย่อยมากเกิน) ภาวะไตวายเรื้อรัง ตับแข็งจากพิษแอลกอฮอล์ ถุงลมปอดโป่งพอง เป็นต้น
    แอลกอฮอล์ (ซึ่งเป็นสาเหตุของกระเพาะอักเสบชนิดเยื่อบุกร่อน ทำให้มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร) สเตียรอยด์ และกาเฟอีน ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นสาเหตุของแผลเพ็ปติกโดยตรง แต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เป็นแผลกำเริบได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเหล่านี้ในผู้ป่วยแผลเพ็ปติก
    อาหารทุกชนิดไม่เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดแผลเพ็ปติก แต่ถ้ากินแล้วทำให้มีอาการกำเริบ (เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด น้ำส้ม น้ำผลไม้) ก็ควรจะหลีกเลี่ยง

อาการ

มักมีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังตรงบริเวณกลางยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ บางรายอาจค่อนมาทางขวาหรือซ้ายก็ได้ เวลาที่ปวดมักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ก่อนหรือหลังอาหาร ลักษณะการปวดอาจปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือมีความรู้สึกหิวข้าวก่อนเวลาอาหาร บางครั้งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเรอเปรี้ยวร่วมด้วย

ในผู้ป่วยที่มีแผลลำไส้เล็กส่วนต้น มักมีอาการปวดท้องหลังกินอาหารแล้วประมาณ 1-3 ชั่วโมง หรือขณะท้องว่าง โดยมากจะเริ่มปวดตอนสาย ๆ ในช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ จะปวดมากขึ้น และอาจปวดมากตอนดึก ๆ จนต้องตื่นนอนหรือนอนไม่หลับ

อาการปวดมักดีขึ้นทันทีหลังกินอาหาร ดื่มนม หรือกินยาต้านกรด หรือหลังอาเจียน ถ้าแผลลุกลามไปที่ตับอ่อนอาจทำให้มีอาการปวดหลังร่วมด้วย และไม่หายปวดท้องหลังกินอาหาร

ในผู้ป่วยที่มีแผลกระเพาะอาหาร มักมีอาการปวดท้องหลังอาหารประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง บางรายอาจมีอาการเบื่ออาหาร (ไม่อยากกิน เพราะกลัวปวดท้อง) และน้ำหนักลด

อาการปวดท้องมักเป็นอยู่นานหลายสัปดาห์ แล้วอาจหายไปได้เอง แต่ก็มักมีอาการกำเริบภายใน 1-2 ปีเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ลักษณะอาการของผู้ป่วยแผลลำไส้เล็กส่วนต้นกับแผลกระเพาะอาหาร  บางครั้งก็อาจแยกจากกันได้ไม่ชัดเจน เช่น อาการปวดท้องตอนดึกก็อาจเกิดในผู้ป่วยแผลกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นแผลเพ็ปติกโดยไม่มีอาการแสดงก็ได้ เช่น พบว่ากลุ่มที่เป็นแผลจากยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีประมาณร้อยละ 50 ที่ไม่ปรากฏอาการหรือผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน (เช่น ถ่ายดำ) ก็อาจไม่มีอาการปวดท้องมาก่อนก็ได้

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรังอาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ ที่พบบ่อยคือ ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระดำ ส่วนมากเลือดจะออกไม่มากและหยุดได้เอง ส่วนน้อยอาจมีเลือดออกมากจนบางครั้งเกิดภาวะช็อก ถ้าเลือดออกเรื้อรังก็อาจเกิดภาวะโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็กได้

บางรายแผลอาจกินลึกจนเป็นรูทะลุ เรียกว่า แผลเพ็ปติกทะลุ ซึ่งอาจทำให้มีเยื่อบุช่องท้องอักเสบร่วมด้วยได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องรุนแรง และหน้าท้องแข็ง ควรได้รับการผ่าตัดแก้ไขโดยด่วน

บางรายอาจมีภาวะกระเพาะหรือลำไส้อุดกั้น มีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนรุนแรง และท้องผูก

ในรายที่แผลกินลึกไปถึงตับอ่อนอาจทำให้มีอาการปวดหลัง หรือมีอาการของตับอ่อนอักเสบร่วมด้วย

ผู้ที่เป็นแผลกระเพาะอาหารเรื้อรังจากเชื้อเอชไพโลไรก็อาจมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยขั้นต้นจากอาการ ส่วนการตรวจร่างกายมักไม่พบสิ่งผิดปกติ บางรายอาจรู้สึกกดเจ็บเล็กน้อยตรงบริเวณลิ้นปี่

ในรายที่มีเลือดออก (เช่น ถ่ายดำ) อาจตรวจพบอาการซีด

เนื่องจากไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการแสดง แพทย์จำเป็นต้องวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะลำไส้ หรือเอกซเรย์กระเพาะลำไส้โดยการกลืนแป้งแบเรียม บางรายแพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม (เช่น การตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร เป็นต้น)

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. ถ้ามีอาการปวดกระเพาะครั้งแรกในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี และสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี ไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเป็นโรคแผลเพ็ปติกหรือไม่ แพทย์จะให้การรักษาเบื้องต้นแบบโรคกระเพาะหรืออาหารไม่ย่อย โดยแนะนำการปฏิบัติตัว และให้ยาลดการสร้างกรดกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊มป์ (เช่น โอเมพราโซล, แพนโทพราโซล, แลนโซพราโซล, ราบีพราโซล เป็นต้น)

ถ้ารู้สึกทุเลาหลังกินยาได้ 2-3 ครั้ง ควรกินต่อจนครบ 2 สัปดาห์ ถ้ารู้สึกหายดีควรกินยานานประมาณ 8 สัปดาห์

ถ้ากินยา 2-3 ครั้งแล้วยังไม่รู้สึกทุเลาแม้แต่น้อย หรือทุเลาแล้วแต่กินจนครบ 2 สัปดาห์แล้วรู้สึกไม่หายดี หรือกำเริบซ้ำหลังจากหยุดกินยาจนครบ 8 สัปดาห์แล้ว หรือ มีอาการเบื่ออาหาร กลืนลำบาก น้ำหนักลด ซีด ตาเหลือง ตับโต ม้ามโต คลำได้ก้อนในท้อง อาเจียนรุนแรง หรือสงสัยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือนิ่วน้ำดี หรือพบในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุและความรุนแรงของโรคแผลเพ็ปติก และโรคอื่นๆที่อาจมีอาการคล้ายแผลเพ็ปติก นอกจากการใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะลำไส้แล้ว อาจทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ ตามโรคที่สงสัย(เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ คลื่นหัวใจ เป็นต้น)

2. เมื่อตรวจพิเศษแล้วพบว่าเป็นแผลเพ็ปติก แพทย์มีแนวทางการรักษา ดังนี้

2.1 แผลเพ็ปติกที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไพโลไร (จำเป็นต้องอาศัยการใช้กล้องส่อง และตรวจพบเชื้อเอชไพโลไร) การรักษามีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาอาการปวดท้อง รักษาแผลให้หายและกำจัดเชื้อเอชไพโลไรโดยให้ยาดังนี้

    ยาลดการสร้างกรดกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊มป์ นาน 6-8 สัปดาห์ ร่วมกับ
    ยาปฏิชีวนะ 2-4 ชนิดร่วมกัน นาน 10-14 วัน เช่น เมโทรไนดาโซล คลาริโทรไมซิน (clarithromycin) อะม็อกซีซิลลิน เตตราไซคลีน บิสมัทซับซาลิไซเลต (bismuth subsalicylate)

2.2 แผลเพ็ปติกที่ไม่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไพโลไร เป็นแผลเพ็ปติกที่ตรวจไม่พบการอักเสบจากเชื้อเอชไพโลไร อาจมีสาเหตุจากการใช้ยาแอสไพริน หรือกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ให้การรักษาด้วยยาลดการสร้างกรดกลุ่มโปรตอนปั๊มป์ นาน 4 สัปดาห์ (สำหรับแผลลำไส้เล็กส่วนต้นที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน) หรือนาน 6-8 สัปดาห์ (สำหรับแผลกระเพาะอาหาร หรือแผลเพ็ปติกที่มีภาวะแทรกซ้อน)

2.3 ในรายที่เป็นแผลเพ็ปติกเรื้อรังหรือเคยมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น หรือผู้สูงอายุ หรือในรายที่ยังสูบบุหรี่ อาจจำเป็นต้องกินยาลดการสร้างกรดนาน 3-6 เดือนหรือเป็นปี และอาจต้องใช้กล้องส่องตรวจและตรวจชิ้นเนื้อซ้ำจนกว่าแผลจะหายดี

ถ้าแผลเรื้อรังไม่ยอมหาย  อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

3. ถ้ามีอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ หน้ามืด เป็นลม ช็อก หรือมีอาการปวดท้องรุนแรง ปวดท้องติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมง อาเจียนรุนแรง หรือมีอาการท้องเกร็งแข็ง แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้การรักษาตามภาวะที่พบ เช่น

ถ้าเสียเลือดมากอาจต้องให้เลือด แล้วทำการตรวจหาสาเหตุ และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

ถ้าตรวจพบว่ามีภาวะแผลเพ็ปติกทะลุ หรือกระเพาะหรือลำไส้ตีบตัน จำเป็นต้องผ่าตัดด่วน

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการปวดแสบหรือจุกแน่นตรงใต้ลิ้นปี่ ก่อนหรือหลังอาหารนานเกิน 1 สัปดาห์  มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย หรือมีประวัติเคยตรวจพบว่าเป็นโรคแผลเพ็ปติกมาก่อน หรือกินแอสไพริน หรือยาแก้ปวดข้อเป็นประจำ หรือพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นแผลเพ็ปติก ควรดูแลตนเอง ดังนี้

1. กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

2. ติดตามการรักษากับแพทย์ตามนัด

3. ปฏิบัติตัว ดังนี้

    กินอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อ อย่าปล่อยให้หิว
    งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มกาเฟอีน น้ำอัดลม
    หลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาสเตียรอยด์
    อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด น้ำส้ม น้ำผลไม้ ถ้ากินแล้วมีอาการปวดท้องกำเริบ ควรงดจนกว่าจะหายดี
    ออกกำลังกายเป็นประจำ และหาวิธีผ่อนคลายความเครียด (ถ้าเครียด)

4. ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดท้องมาก อาเจียน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ ซีด ตาเหลือง คลำได้ก้อนในท้อง กินยารักษา 1 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดสังเกตที่สงสัยว่าเกิดจากผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ (เช่น ลมพิษ ผื่นคัน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ปากแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินหรือท้องผูก เป็นต้น)

การป้องกัน

ผู้ป่วยที่กินยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดแผลเพ็ปติก (เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องใช้ยานี้ในขนาดสูงหรือนาน ๆ หรือใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์ ผู้ที่เคยเป็นแผลเพ็ปติกมาก่อน เป็นต้น) แพทย์จะให้กินยาลดการสร้างกรดป้องกันควบคู่ด้วย

ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยควรกินยาอย่างต่อเนื่องและพบแพทย์ตามนัด การกินยาไม่ต่อเนื่องอาจทำให้กลายเป็นแผลเรื้อรังและรักษายากหรือมีภาวะแทรกซ้อนได้

2. เนื่องจากโรคแผลเพ็ปติกอาจมีอาการคล้ายอาหารไม่ย่อย (dyspepsia) ซึ่งมีสาเหตุได้หลากหลาย การวินิจฉัยโรคนี้ที่แน่ชัดจำเป็นต้องอาศัยการตรวจพิเศษ (เช่น ส่องกล้องหรือเอกซเรย์กระเพาะลำไส้)

3. มะเร็งกระเพาะอาหารระยะแรก (ซึ่งพบในคนอายุมากกว่า 40 ปีมากกว่าวัยที่ต่ำกว่า 40 ปี) อาจมีอาการคล้ายอาหารไม่ย่อย (dyspepsia หรือ "โรคกระเพาะ") หรือแผลเพ็ปติก และอาการสามารถทุเลาด้วยยาต้านกรดและยาลดการสร้างกรด แต่ต่อมาเมื่อแผลมะเร็งลุกลามมากขึ้น การใช้ยาจะไม่ได้ผล และจะมีอาการน้ำหนักลด อาเจียน หรือถ่ายดำตามมาได้ ดังนั้น หากรักษา "โรคกระเพาะ" โดยวินิจฉัยจากอาการแสดง 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น มีอาการกำเริบบ่อย หรือพบในคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติเคยรักษาโรคแผลเพ็ปติกมาก่อน ควรปรึกษาแพทย์ให้ทำการตรวจพิเศษ (เช่น ส่องกล้องหรือเอกซเรย์กระเพาะลำไส้) เพื่อแยกแยะสาเหตุให้แน่ชัด หากพบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจะได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆ ซึ่งได้ผลดีกว่าพบในระยะลุกลามแล้ว
#48
"สร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน" สไตล์ครูแมกซ์

จุดเริ่มต้นเพียงแค่ไม่มีใจรักการเป็นลูกน้อง และไม่ชอบการทำงานในองค์กร บวกกับมีความตั้งใจที่ว่า อยากฝึกทักษะการทำอาหารไว้ทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานตอนท่านแก่
พร้อมกับคำพูดของคุณแม่ที่ชอบบอกว่า "การขายของมันได้จับเงินทุกวัน" นั่นคือจุดตัดสินใจ

ครูแมกซ์
จุดเริ่มต้นง่ายๆก็เริ่มจากการเรียนรู้จากคุณแม่ของครูแมกซ์เอง ท่านเป็นคนทำอาหารไทยอร่อย และเคยเปิดร้านอาหารมาก่อนตอนครูแมกซ์เด็กๆ
โดยใช้การถาม สังเกตอย่างละเอียด และฝึกชิมรสชาติของอาหารที่แท้จริง (เพราะคุณแม่ไม่เคยชั่งตวงวัดแม่บอกชิมให้เป็นไม่ต้องมาถามสูตร555)
ร่วมกับการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์ เช่น ยูทูป ดูทุกวันตลอดระยะเวลา 8-10ปี พร้อมกับการซื้อวัตถุดิบมาลงมือทำจริง ชิมจริง ทำให้คคุณแม่ทานจริง

ครูแมกซ์
จนถึงจุดที่มั่นใจแล้วว่า...จะทำอาหารเพื่อสร้างรายได้เริ่มง่ายๆจากครัวที่บ้าน
จากประสบการณ์ตลอดระยะเวลา15ปี ที่ครูแมกซ์มีรายได้จากอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการยืนขายสลัดริมถนนหน้าตึกชาญอิสะ2 เปิดรับออเดอร์ลุกค้าในหมู่บ้าน การพรีออเดอร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือแม้กระทั่งการออกบูทตามห้างดังต่างๆ

ทั้งหมดนี้ผ่านการทำจริง ได้ผลลัพธ์จริงมาทั้งหมดแล้วด้วยตัวครูแมกซ์เองคนเดียว (แบบไม่เลือกการมีลูกน้อง)

จึงมั่นใจมากว่าจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ครูแมกซ์สั่งสมมาตลอดจนถึงวันนี้

ไข่เจียว
ครูแมกซ์ได้พิสูจน์แล้วว่า...การสร้างเงินแสนจากครัวที่บ้าน "มันทำได้จริง"
ครูแมกซ์ก็พร้อมที่จะถ่ายทอดทุกสูตรลัด แบไต๋ทุกเคล็ดลับให้คุณแบบหมดเปลือก!!  !!ความตั้งใจนั้นมันก็ได้เกิด"ผลลัพธ์"กับลูกศิษย์ครูแมกซ์เรียบร้อยแล้ว

📌น้องมิ้นท์ นักเรียนคอร์สไพรเวทจับมือทำรอบสด
ลาออกจากงานประจำเพื่อมาเปิดร้านขายอาหาร หลังจากเรียนกับครูแมกซ์ไปเพียงแค่3วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับพรีออเดอร์จากอาพาร์ทเมนต์ (โดยมีครูแมกซ์เป็นที่ปรึกษาตลอด1เดือนเต็ม) เริ่มจากเมนูง่ายๆที่ครูแมกซ์เลือกให้เป็นเมนูประจำร้าน คือ "เมนูไข่ฟูหมูฉ่ำนัว"

‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ 68
สรุปได้ยอดขาย 60,000 บาท (ทำด้วยตัวคนเดียว)

📌น้องเติ๊ด นักเรียนคอร์สออนไลน์
เป็นพนักงานประจำหัวหน้าแผนกHR อยากหาอาชีพเสริมเพื่อวางแผนลาออกจากงานประจำ หลังจากเรียนคอร์สครูแมกซ์ภายใน 7 วัน น้องได้จับเงินบาทแรกจากอาหารทันที!!
โดยเปิดรับออเดอร์ที่คอนโด เริ่มจากเมนูง่ายๆที่เรียนจากคอร์สสูตรกะเพรา กับ คอร์ส10เมนูไข่ทำง่ายรายได้ปัง เมนูประจำร้าน คือ "เมนูข้าวไข่เจียว ไข่ข้น"
‼️ล่าสุดเพียงแค่ 2เดือน ยอดขายได้มากกว่าเงินเดือนประจำเป็นที่เรียนร้อยแล้ว พร้อมกับยื่นใบลาออก (แต่นายยังไม่อนุมัติ)


สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479

#49
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น

•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
"NEWTECH INSULATION" ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
"เพราะเรา...เข้าใจเรื่องเสียง"

สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: [email protected]
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/

#50
เที่ยววัดโลกโมฬี วัดสวย เชียงใหม่ เจดีย์ทรงปราสาท คู่เมืองล้านนา

วัดโลกโมฬี (Wat Lok Moli) เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองโบราณทางทิศเหนือ ใกล้กับแจ่งหัวริน เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะเจดีย์ทรงปราสาทที่เป็นเอกลักษณ์

ประวัติความเป็นมา:
วัดโลกโมฬีปรากฏชื่อครั้งแรกในรัชสมัยพระเจ้ากือนา (พ.ศ. 1910) เมื่อพระองค์ทรงโปรดให้อาราธนาพระภิกษุจากเมืองพม่ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในล้านนา และคณะสงฆ์เหล่านั้นได้มาจำพรรษาที่วัดโลกโมฬีแห่งนี้ ต่อมาในสมัยพระเมืองเกษเกล้า (พ.ศ. 2071) ได้ทรงให้สร้างมหาเจดีย์และวิหารโลกโมฬีขึ้น และเมื่อพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ในปี พ.ศ. 2088 พระบรมอัฐิของพระองค์ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ที่เจดีย์วัดโลกโมฬีแห่งนี้ ทำให้วัดโลกโมฬีกลายเป็นพระอารามหลวงประจำพระองค์

วัดโลกโมฬีมีความสำคัญต่อเนื่องมาหลายยุคสมัย แม้กระทั่งในช่วงที่เชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า วัดแห่งนี้ก็ไม่ถูกเผาทำลาย และยังคงเป็นวัดสำคัญในพระราชสำนักมาโดยตลอด


จุดเด่นของวัดโลกโมฬี:

เจดีย์ทรงปราสาท (Chedi Prasat-style):

เป็นจุดเด่นที่สุดของวัดโลกโมฬี สร้างขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 21 (ประมาณ พ.ศ. 2071) เจดีย์มีขนาดใหญ่และงดงาม มีฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านประดับด้วยซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูป และมีภาพประติมากรรมรูปเทวดา (ทวารบาล) ยืนพนมมืออยู่ขนาบข้างซุ้ม

ลักษณะของเจดีย์เป็นแบบทรงปราสาท คือมีเรือนธาตุซ้อนชั้นขึ้นไปหลายชั้น โดยในแต่ละชั้นจะมีช่องประดิษฐานพระพุทธรูปอยู่ เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนาและอิทธิพลจากพม่าบางส่วน สะท้อนถึงความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในอดีต


วิหารหลวง:

วิหารของวัดโลกโมฬีได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 (ประมาณ พ.ศ. 2546) โดยสร้างด้วยไม้สักและลงรักสีดำ มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนาแท้ๆ โดดเด่นด้วยหลังคาซ้อนชั้นหลายชั้นที่ลาดต่ำลงมา หน้าบันวิหารมีการแกะสลักลวดลายพรรณพฤกษาและรูปสัตว์หิมพานต์อย่างประณีตงดงาม

ภายในวิหารประดิษฐานพระประธานคือ "พระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ" เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ


มณฑปพระนางจิรประภามหาเทวี:

ภายในวัดยังมีมณฑปที่ประดิษฐานพระรูปของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์หญิงแห่งล้านนา ผู้มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์วัดโลกโมฬี ทำให้ผู้คนปัจจุบันได้ระลึกถึงพระคุณของพระองค์


บรรยากาศเงียบสงบ:

แม้จะอยู่ไม่ไกลจากเขตเมืองเก่า แต่บรรยากาศภายในวัดโลกโมฬีค่อนข้างเงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเท่ากับวัดใหญ่อื่นๆ ทำให้เหมาะแก่การมาทำบุญ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และซึมซับความงดงามของศิลปะล้านนา

วัดโลกโมฬีจึงเป็นอีกหนึ่งวัดที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ด้วยความงดงามทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะเจดีย์ทรงปราสาทที่เป็นเอกลักษณ์ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับราชวงศ์มังรายแห่งอาณาจักรล้านนา